การอดนอนบ่อยๆ มักทำให้ดวงตาเผยร่องรอยชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรอยคล้ำใต้ตาที่ดูอมม่วงหรืออมน้ำเงิน ผสมกับความหมองหม่นทั่วใบหน้าที่ทำให้ดูโทรมลงไปถนัดตา แต่เชื่อหรือไม่ว่าการเลือกโทนสีอายแชโดว์ให้เหมาะสมสามารถช่วยหลอกสายตาคนอื่นให้คิดว่าพักผ่อนเต็มอิ่มมาได้อย่างเนียนกริบเลยทีเดียว
เพราะหลักการสำคัญอยู่ที่การใช้สีที่ช่วยกระจายแสง สะท้อนแสง และตัดกับโทนคล้ำเย็นๆ พวกม่วงน้ำเงินนั้น สีที่ขึ้นชื่อว่าช่วยชีวิตได้ดีที่สุดคือโทนพีชหรือส้มคอรัลอ่อนๆ
เพราะเม็ดสีส้มมีคุณสมบัติตรงข้ามกับสีม่วงน้ำเงินตามหลักสีวงล้อ (color wheel) ทำให้เกิดการหักล้างกัน
ส้มจะไปยกเลิกความเข้มของรอยคล้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลคือผิวรอบดวงตาดูสว่างขึ้น ดูมีเลือดฝาดสุขภาพดี เหมือนคนที่นอนเต็มอิ่มจริงๆ แค่ทาสีพีชบางเบาๆ ทั่วเปลือกตาแบบไม่ต้องลงอะไรเยอะ ก็ได้ลุคสดใสทันที เหมาะมากสำหรับวันที่รีบหรืออยากแต่งเบาๆ แต่ยังดูตื่นตัว
ต่อมาคือโทนสีแชมเปญหรือเบจที่มีชิมเมอร์ละเอียดนุ่มๆ
ซึ่งสีพวกนี้ทำหน้าที่เหมือนไฟสปอร์ตไลต์เล็กๆ ที่ช่วยให้ดวงตาดูมีประกายมีชีวิตชีวา การแต้มลงตรงหัวตาและตรงกลางเปลือกตาเบาๆ จะทำให้แสงสะท้อนออกมา ดวงตาดูเปิดกว้างขึ้น ปิ๊งขึ้นทันที ไม่ดูง่วงหงาวหาวนอนเลย
แนะนำให้เลือกชิมเมอร์เนื้อละเอียดมากกว่ากลิตเตอร์เม็ดใหญ่ เพราะกลิตเตอร์เม็ดใหญ่จะดูแรงเกินไปสำหรับการแต่งหน้าประจำวัน ทำให้ดูตั้งใจมากจนไม่เป็นธรรมชาติ แต่ชิมเมอร์ละเอียดจะกลมกลืนกับผิว ให้ความเงางามแบบสุขภาพดีแทน
สีโทนนี้ยังมีข้อดีที่เข้ากับทุกสีผิวจริงๆ ไม่ว่าจะผิวขาว ผิวแทน หรือผิวคล้ำ เพราะเป็นสีกลางอุ่นที่ช่วยขับตาขาวให้ดูสะอาดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ตาดูสดชื่นโดยรวม
อีกกลุ่มสีที่ช่วยได้ดีไม่แพ้กันคือสีน้ำตาลทองหรือคอปเปอร์อ่อนๆ ที่มีความอุ่น
เพราะโทนอุ่นจะช่วยชุบชีวิตใบหน้าที่ซีดเซียวจากการนอนน้อยได้ดีกว่าโทนเย็นอย่างน้ำตาลอมเทาหรือสีหม่นๆ ซึ่งสีหม่นๆ พวกนั้นอาจยิ่งไปเน้นรอยคล้ำให้ชัดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ การใช้สีน้ำตาลทองหรือคอปเปอร์คัดเบ้าเบาๆ จะสร้างมิติให้ดวงตาดูลึกมีเสน่ห์ แต่ไม่ดูบวมตุ่ยเหมือนตอนตาบวมจากอดนอน และยังเพิ่มประกายอุ่นๆ ที่ทำให้หน้าดูมีพลังขึ้นมาทันที
อีกเคล็ดลับที่หลายคนมองข้ามแต่ได้ผลชัดมากคือการใช้ดินสอเขียนขอบตาโทนสีนู้ดหรือสีเนื้ออ่อนๆ ทาลงบนเส้นน้ำตาด้านล่างแทนการเขียนขอบดำ
เพราะจะช่วยพรางเส้นเลือดแดงๆ ที่โผล่ตอนตาแดงจากการนอนน้อย ทำให้ตาขาวดูสะอาดขึ้น ดวงตาดูโตขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ดีกว่าการใช้ดินสอสีขาวจั๊วะที่บางทีดูหลอกตามากเกินไปจนคนอื่นจับได้ สีนู้ดจะกลมกลืนกับผิว ให้ความรู้สึกเฟรชเหมือนเพิ่งตื่นใหม่ๆ แบบไม่ต้องพยายามเยอะ
เพื่อให้ดวงตาดูสดใสขึ้นไปอีกขั้น การดัดขนตาให้งอนเด้งก่อนปัดมาสคาร่าจะช่วยเปิดตาได้เยอะมาก
เพราะขนตางอนจะยกเปลือกตาขึ้น ทำให้ดวงตาดูโตและไม่ดูง่วง ส่วนมาสคาร่าให้เลือกสูตรที่เน้นยาวและแยกขนตาชัด จะยิ่งเสริมให้ตาดูมีชีวิตชีวา ถ้ารอยคล้ำใต้ตาหนักจริงๆ การใช้คอนซีลเลอร์โทนส้มหรือคอเรคเตอร์สีพีชลงก่อนรองพื้นหรือคอนซีลเลอร์สีเนื้อจะช่วย neutralize รอยคล้ำได้เนียนสนิทกว่าใช้คอนซีลเลอร์สีเนื้ออย่างเดียวมาก
เพราะหลักการเดียวกับอายแชโดว์พีชเลย คือสีส้มจะไปตัดม่วงน้ำเงินได้ตรงจุด ก่อนแต่งหน้ายังสามารถเพิ่มความสดชื่นแบบเร่งด่วนด้วยการประคบเย็นด้วยช้อนสแตนเลสที่แช่ตู้เย็นไว้สักพัก หรือใช้ถุงชาแช่เย็นประคบก็ได้ เพราะความเย็นจะช่วยหดหลอดเลือด ลดอาการบวมและแดงได้เร็ว หรือถ้าตาแดงมากก็หยอดน้ำตาเทียมสูตรลดแดงก่อนแต่งหน้าก็ช่วยให้ตาขาวใสขึ้นแบบคูณสองเลย
ความรู้ที่น่าสนใจคือรอยคล้ำใต้ตามักเกิดจากหลายสาเหตุนอกจากอดนอน
เช่น พันธุกรรม ผิวบางจนเห็นเส้นเลือดชัด หรือภาวะขาดน้ำ ทำให้การเลือกสีที่ตัดกับโทนคล้ำจึงสำคัญมาก ถ้าคล้ำโทนม่วงให้เน้นส้มพีช ถ้าคล้ำโทนน้ำเงินเข้มอาจลองโทนเหลืองอ่อนๆ เพิ่มเติมได้ และการทาอายแชโดว์ให้ดูธรรมชาติควรใช้นิ้วหรือแปรงฟูๆ เกลี่ยเบาๆ เพื่อไม่ให้เป็นปื้น สีจะดูกลมกลืนกับผิวมากกว่า
สุดท้ายกุญแจสำคัญจริงๆ คือหลีกเลี่ยงโทนสีหม่น เย็น อย่างม่วงเข้ม เทาเข้ม หรือน้ำตาลอมเทา แล้วหันมาใช้โทนสว่างอุ่นที่มีประกายเงางามเล็กๆ แทน รับรองว่าคนรอบข้างแทบจับไม่ได้เลยว่าคืนก่อนนอนน้อยแค่ไหน หน้าจะดูสดใสมีพลังตลอดทั้งวันแบบไม่ต้องฝืนยิ้มเยอะเลย
สินค้าที่เรียกได้ว่าตอบโจทย์การเนรมิตดวงตาให้ดูสดใสเหมือนนอนครบ 8 ชั่วโมงได้อย่างดีเยี่ยม คือ พาเลตต์อายแชโดว์สัญชาติญี่ปุ่นอย่าง Canmake Perfect Stylist Eyes สีเบอร์ 24 Mellow Peach
ซึ่งเป็นโทนสีที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มความสว่างและความละมุนให้ดวงตาโดยเฉพาะ ในตลับเดียวจะมีสีสันที่ครบถ้วนทั้งโทนสีพีชสว่าง สีส้มคอรัลอ่อนๆ และสีน้ำตาลอุ่นที่เป็นหัวใจหลักของการพรางความเหนื่อยล้า เนื้อสัมผัสของอายแชโดว์รุ่นนี้มีความเนียนนุ่มและโปร่งแสง ทำให้เวลาทาลงบนเปลือกตาแล้วสีจะดูไม่หนาเตอะหรือดูหลอกตาจนเกินไป แต่จะให้ลุคที่ดูระเรื่อสุขภาพดีเหมือนผิวเด็ก
สีพีชในตลับนี้จะทำหน้าที่เป็นคอเรคเตอร์ในตัว ช่วยปรับสีเปลือกตาที่ดูคล้ำหรือดูช้ำจากการพักผ่อนน้อยให้ดูสว่างขึ้นทันทีที่ปาดลงไป อีกทั้งยังมีเฉดสีน้ำตาลที่ไม่ได้เข้มจนเกินไป ทำให้การคัดเบ้าดูนุ่มนวล ไม่ทำให้ตาดูดุหรือดูตึกเหมือนการใช้สีโทนเข้มจัดในวันที่หน้าตาดูเพลีย
ความพิเศษที่ทำให้สินค้าชิ้นนี้โดดเด่นมากคือส่วนที่เรียกว่า Topping Jewel หรือสีกลิตเตอร์ตรงกลางตลับที่เป็นชิมเมอร์เนื้อละเอียดพิเศษ ซึ่งสีตัวนี้จะเน้นการสะท้อนแสงแบบกระจายตัว เมื่อแต้มลงบริเวณกลางตาหรือหัวตาจะช่วยสร้างเอฟเฟกต์ดวงตาเป็นประกายแวววาวเหมือนมีหยดน้ำในตา ช่วยลดความแห้งผากของดวงตาที่มักจะเกิดตอนอดนอนได้ดีมาก
และที่สำคัญคือโทนสีนี้ถูกคัดสรรมาแล้วว่าเข้ากับสีผิวของคนเอเชียที่มีอันเดอร์โทนเหลือง ทำให้ทาออกมาแล้วดูไม่ลอยและไม่ทำให้หน้าดูหมองเพิ่มขึ้น
นอกจากความสวยงามของสีสันแล้ว พาเลตต์นี้ยังขึ้นชื่อเรื่องความติดทนนานและไม่ตกร่องระหว่างวัน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับคนที่นอนน้อยเพราะผิวรอบดวงตามักจะขาดความชุ่มชื้นและเกิดริ้วรอยได้ง่ายกว่าปกติ หากใช้อายแชโดว์ที่เนื้อแห้งเกินไปจะยิ่งเน้นรอยตีนกาและความเหนื่อยล้าให้ชัดขึ้น แต่ Canmake รุ่นนี้มีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวเปลือกตาไปในตัวด้วย
สำหรับเทคนิคเพิ่มเติมในการใช้สินค้าชิ้นนี้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือการใช้สีที่สว่างที่สุดในตลับทาให้ทั่วเปลือกตาเพื่อเป็นเบสก่อนจะลงสีพีชตามลงไป จะช่วยให้สีพีชดูเด่นชัดและช่วยกลบความหมองได้ดียิ่งขึ้น และหากวันไหนที่ขอบตาคล้ำจัดจนแทบเอาไม่อยู่ การใช้นิ้วมือวอร์มเนื้ออายแชโดว์สีส้มในตลับก่อนจะกดเบาๆ ลงบนเปลือกตาจะช่วยให้เม็ดสีแนบสนิทไปกับผิวได้เนียนกว่าการใช้แปรง
นอกจากนี้อายแชโดว์โทนสีนี้ยังสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นบลัชออนแบบด่วนๆ เพื่อให้สีแก้มและสีตาดูเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะช่วยหลอกสายตาคนมองให้เห็นแต่ความสดใสกระจ่างใสทั่วทั้งใบหน้าแทนที่จะโฟกัสที่ความโทรมใต้ตา เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าและใช้งานได้จริงในทุกๆ วันที่ต้องการความมั่นใจแบบเร่งด่วน
นิยาย วิ้งวิบวับแห่งความเข้าใจผิด
ในคอนโดเล็กๆ ย่านสุขุมวิทที่แสงไฟนีออนจากข้างนอกสาดส่องเข้ามาผ่านหน้าต่างบานใหญ่ “ลิน” กำลังยืนตัวเกร็งอยู่หน้ากระจกห้องน้ำ มือถือแปรงแต่งหน้าสั่นเล็กน้อย ขณะที่ “แพรว” เพื่อนรักสุดซี้ตั้งแต่สมัยมัธยมกำลังนั่งขัดสมาธิบนพื้นห้องนอน ถือตลับอายแชโดว์สีชมพูอ่อนวาววับราวกับเพิ่งแกะกล่องมาเมื่อชั่วโมงก่อน
“ลิน! รีบหน่อยสิ เหลือแค่ 50 นาทีแล้ว เพื่อนจะมารับไปงาน reunion แล้วนะ” แพรวตะโกนลากเสียงยาว พร้อมหัวเราะคิกคักจนตัวโยก
ลินหันมาทำหน้าบูดบึ้ง “ก็แพรวนั่นแหละที่ยื้อเวลา ไปแวะซื้อขนมมากินระหว่างทางได้ไงเล่า งานครั้งนี้สำคัญจะตาย ไอ้เต้มันบอกว่าจะมาแน่ๆ นะเว้ย”
แพรวยิ้มกรุ้มกริ่ม มือลูบตลับ Canmake Perfect Stylist Eyes อย่างทะนุถนอม “อ๋อ… เพราะอยากเจอไอ้เต้เหรอถึงตื่นเต้นขนาดนี้ เอาน่า วันนี้เรามีอาวุธลับสุดยอดแล้วไง ตลับนี้เลย ราคาแค่ 319.- แต่กระจกใหญ่ กลิตเตอร์แน่น สีวิ้งสุดๆ รับรองตาเปล่งประกายจนไอ้เต้ละลาย”
ลินเดินมาหยิบตลับจากมือเพื่อน เปิดฝาดูสี 5 เฉดที่เรียงกันสวยงาม โทนน้ำตาลนมอ่อนๆ Mellow Milk Tea ที่ทั้งคู่เล็งไว้ตั้งแต่เห็นรีวิวในกลุ่มความงาม มีเบสครีมกลิตเตอร์ตรงกลางไว้ topping เพิ่มวิ้ง ทำลุคหวานหรือเข้มก็ได้ในตลับเดียว แถมแปรงคู่ยังเก็บในตลับ ไม่ต้องพกเพิ่ม
“โอเค ฉันขอลงลุคหวานละมุนก่อนนะ อย่าแย่ง” ลินพูดพลางหยิบแปรงปัดสีอ่อนลงเบสเปลือกตา
แพรวหัวเราะหงิง “หวานอะไร ไปงาน reunion ต้องเข้มๆ น่าค้นหาสิ ถึงจะสะกดไอ้เต้ได้ มาๆ ให้ฉันช่วย” แล้วแย่งแปรงไปปัดสีเข้มที่หางตาลินทันที
“เฮ้ย! แพรวววว อย่าทำให้ฉันดูเหมือนแพนด้า!” ลินร้องลั่น หันมามองกระจกใหญ่ในตลับแล้วหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “ตาเป็นหมีแพนด้าจริงๆ ด้วย แกนี่แหละตัวแสบ”
ทั้งคู่หัวเราะกลบเกลื่อนความตื่นตระหนก นาฬิกาบนผนังเดินติ๊กต็อกไม่หยุด เหลือเวลาแค่ 40 นาทีแล้ว การแต่งหน้ากลายเป็นสงครามเล็กๆ ที่สนุกสุดขีด แพรวช่วยเกลี่ยสีให้ลิน ลินช่วยปัดแก้มให้แพรว บรรยากาศเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและคำล้อเลียนแบบเพื่อนสนิท
แล้วถึงคิว topping กลิตเตอร์ แพรวบีบเบสครีมใส่นิ้วแล้วแตะตรงกลางเปลือกตาลินเบาๆ “นี่ไง วิ้งวิบวับเลย เห็นมั้ย สะท้อนแสงสวยมาก”
ลินกระพริบตา มองกระจกแล้วตาโต “ว้าว จริงด้วย ตาวิ้งสุดๆ เลย แกเก่งว่ะ”
แต่พอผ่านไปสักพัก ลินเริ่มรู้สึกแปลกๆ กลิตเตอร์เม็ดละเอียดสะท้อนแสงแรงมากจนตาเห็นรายละเอียดชัดเจนผิดปกติ เห็นรอยยิ้มมุมปากของแพรวที่ดู… แปลกๆ เวลาพูดถึงไอ้เต้ เห็นแววตาที่เหมือนซ่อนอะไรบางอย่าง ลินเริ่มคิดในใจ แพรวเคยแซวว่าไอ้เต้น่ารักเหมือนกันตอนมัธยม แล้วทำไมวันนี้ถึงยิ้มแบบนั้นทุกครั้งที่เอ่ยชื่อเขา
“แพรว… แกชอบไอ้เต้เหรอ” ลินถามออกไปตรงๆ เสียงสั่นนิดๆ
แพรวชะงักแปรงในมือ หัวเราะกลบเกลื่อน “บ้าเหรอ ฉันจะไปชอบไอ้หมอนั่นทำไม แกต่างหากเล่า”
แต่น้ำเสียงนั้น ลินรู้สึกว่าไม่จริงใจ กลิตเตอร์ทำให้ทุกอย่างชัดเจนเกินไป เห็นไมโครเอ็กซ์เพรสชันที่ปกติมองข้าม เห็นแพรวหลบตาเล็กน้อย เห็นรอยยิ้มที่ดูเจ้าเล่ห์ ลินเริ่มใจหาย ความสงสัยค่อยๆ ก่อตัว เวลาเหลือ 35 นาที ความเครียดจากนาฬิกาที่เดินไม่หยุดยิ่งทำให้ทุกอย่างดูน่าสงสัยขึ้นเป็นทวีคูณ
แพรวเปลี่ยนเรื่องทันที “เออ ลงลุคเข้มให้ฉันหน่อย ลิน อย่ามัวแต่จ้องกระจก”
ลินพยายามยิ้ม แต่ใจไม่สงบ มือปัดสีเข้มให้เพื่อน แต่ตาจับจ้องหน้าแพรวไม่วาง กลิตเตอร์วิ้งวับราวกับกำลังเปิดเผยความลับที่ซ่อนอยู่ ความคิดฟุ้งซ่าน ถ้าแพรวแอบชอบไอ้เต้จริงๆ แล้วงานคืนนี้ล่ะ จะกลายเป็นสงครามแย่งผู้ชายหรือเปล่า เพื่อนสนิทขนาดนี้ แต่เรื่องผู้ชายอะไรก็เกิดขึ้นได้
แล้วจังหวะนั้นเอง โทรศัพท์แพรวที่วางข้างๆ สั่นเบาๆ ลินเผลอเหลือบไปเห็นหน้าจอสว่างขึ้น มีข้อความจาก “เต้” เข้ามา “เจอกันนะ คืนนี้สนุกแน่” พร้อมอิโมจิหัวใจ
หัวใจลินหล่นวูบ ความสงสัยกลายเป็นความแน่ใจในทันที แพรวแอบคุยกับไอ้เต้! กลิตเตอร์ที่วิ้งวับอยู่บนเปลือกตาราวกับกำลังเยาะเย้ยเธอ ลินรู้สึกโลกหมุนช้าๆ มือสั่นจนแปรงหลุดมือตกพื้น
“ลิน เป็นอะไร” แพรวหันมาถาม สีหน้าดูตกใจจริงๆ
ลินกลั้นน้ำตา “แก… แกคุยกับเต้เหรอ”
แพรวอ้าปากค้าง “เห็นข้อความเหรอ… เอ่อ คือ…”
ไม่มีคำปฏิเสธ ลินรู้สึกทรยศเต็มหัวใจ “แกจะแย่งมันใช่มั้ย แกรู้ว่าฉันชอบมันมาตั้งนาน” เสียงลินสั่น เครียดจนหายใจหอบ เวลาเหลือ 20 นาที ความเร่งรีบผสมความเจ็บปวดทำให้ทุกอย่างดูเลวร้ายสุดขีด
แพรวรีบปฏิเสธ “ไม่ใช่แบบนั้น! ลินฟังฉันก่อน” แต่ลินไม่ฟัง หันไปลงลุคเข้มให้ตัวเองเต็มที่ สีเข้มๆ ทับกลิตเตอร์จนตาดูคมกริบราวกับพร้อมรบ “ถ้าแกอยากได้ ก็เอาไปเลย ฉันไม่สนแล้ว”
ทั้งคู่แต่งหน้าต่อไปในความเงียบที่อึดอัด หัวเราะล้อกันไม่ได้อีก ความวิ้งวับบนเปลือกตากลายเป็นเครื่องเตือนใจถึงความลับที่เพิ่งเปิดเผย เวลาเดินเร็วราวกับเยาะเย้ย เหลือ 15 นาที เสียงแตรรถดังขึ้นหน้าคอนโด
“ไปกันเถอะ” แพรวพูดเสียงเบา หยิบกระเป๋าเดินนำ
ลินตามออกไปด้วยใจที่แตกสลาย คาดหวังค่ำคืนที่เลวร้ายที่สุด
แต่พอรถตู้จอดสนิท ประตูเลื่อนเปิด เพื่อนๆ สมัยมัธยมโผล่หน้าออกมาพร้อมลูกโป่งและเค้กก้อนโต “แฮปปี้เบิร์ธเดย์ ลินนนน!”
ลินตาโตอ้าปากค้าง งาน reunion ที่แท้คือปาร์ตี้เซอร์ไพรส์วันเกิดเธอที่แพรวแอบจัดมานานหลายเดือน ไอ้เต้ยืนถือเค้กยิ้มกว้าง “แพรวบอกฉันหมดเลย ว่าเธอชอบฉันมาตั้งแต่สมัยมัธยม ฉันเลยอาสาช่วยจัดเซอร์ไพรส์นี้ไง”
แพรวหัวเราะจนน้ำตาไหล กอดลินแน่น “บ้าเหรอที่ฉันจะแย่งแฟนเพื่อน ข้อความที่เห็นคือฉันคุยกับมันเรื่องจัดงานนี่แหละ กลิตเตอร์ตลับนี้ฉันซื้อให้แกเป็นของขวัญวันเกิดด้วย อยากให้แกวิ้งวิบวับที่สุดในคืนพิเศษ”
ลินยืนอึ้ง ก่อนจะหัวเราะออกมาดังลั่นจนเพื่อนๆ หัวเราะตาม ความเข้าใจผิดทั้งหมดมาจากกลิตเตอร์ที่ทำให้เห็นชัดเกินไป ผสมกับความเครียดเร่งรีบจนคิดมากเอง ไอ้เต้เดินมาจับมือเธอ “คืนนี้เธอสวยที่สุดเลยนะ โดยเฉพาะตาวิ้งๆ นี่”
ทั้งกลุ่มหัวเราะกันกลบเกลื่อนความเขิน ลินกอดแพรวแน่นอีกครั้ง “ฉันขอโทษที่คิดมาก เพื่อนรักที่สุดในโลก”
แพรวกระซิบ “ครั้งหน้าอย่าคิดมากอีกนะ แต่ยอมรับว่าตลับนี้วิ้งดีจริงๆ ช่วยให้แกเห็นความจริงเร็วขึ้นด้วย”
คืนนั้นเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ดนตรี และประกายวิ้งวับจากดวงตาของสองเพื่อนสนิทที่แน่นแฟ้นยิ่งกว่าเดิม Canmake Perfect Stylist Eyes ตลับเดียว เปลี่ยนคืนเร่งรีบที่เกือบพัง ให้กลายเป็นคืนที่สวยงามที่สุด
นิยาย วิ้งวิบวับแห่งความเข้าใจผิด บทสุดท้าย
ปาร์ตี้เซอร์ไพรส์ดำเนินไปอย่างคึกคัก เพื่อนๆ สมัยมัธยมยกแก้วเบียร์ชนกันดังแกร๊ง ลูกโป่งสีพาสเทลลอยตุ๊บป่องเต็มเพดานร้านอาหารเล็กๆ ย่านทองหล่อที่แพรวจองไว้แบบลับสุดยอด เค้กช็อกโกแลตสตรอว์เบอร์รีก้อนโตวางเด่นเป็นสง่าบนโต๊ะกลาง กลิ่นหวานหอมลอยคลุ้งผสมกับเสียงหัวเราะที่ดังไม่ขาดสาย
ลินยังยืนตัวเกร็งอยู่หน้าประตูรถตู้ น้ำตาคลอเบ้าเพราะทั้งเขินทั้งดีใจ “พวกแก… แกจัดหนักมากเลยนะ แพรว ฉันเกือบหัวใจวายเพราะคิดว่าแกแย่งเต้จริงๆ”
แพรวหัวเราะจนตัวโยก กอดคอลินแน่น “บ้าเหรอ ฉันจะไปแย่งทำไม ในเมื่อฉันรู้มานานแล้วว่าแกสองคนชอบกัน ฉันแค่เป็นแม่สื่อมือโปรเท่านั้นแหละ”
เต้ยืนยิ้มเขินๆ ข้างเค้ก มือถือเทียนเลขวันเกิดลินที่กำลังจะจุด “เออ… จริงๆ ฉันก็ต้องขอบใจแพรวมาก มันช่วยฉันวางแผนทุกอย่างเลย”
ทุกคนในกลุ่มส่งเสียงโห่ร้องแซว ลินหน้าแดงก่ำ รีบเดินเข้าไปเป่าเทียนทันทีเพื่อกลบเกลื่อน ความวิ้งวับจากกลิตเตอร์บนเปลือกตายังคงสะท้อนแสงไฟในร้าน ทำให้ดวงตาเธอเปล่งประกายราวกับมีดาวเล็กๆ ฝังอยู่ ทุกครั้งที่กระพริบ ตาก็ยิ่งดูมีชีวิตชีวา เหมือนตลับ Canmake Perfect Stylist Eyes กำลังช่วยเล่าเรื่องราวของคืนนี้แทนเธอ
ปาร์ตี้เริ่มสนุกขึ้นเรื่อยๆ มีการร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์เวอร์ชั่นเพี้ยนๆ มีการเล่าเรื่องสมัยมัธยมที่ทำให้ทุกคนหัวเราะน้ำตาเล็ด โดยเฉพาะเรื่องที่ลินเคยแอบเขียนชื่อเต้ในสมุดโน้ตแล้วแพรวแอบเห็น แล้วเอาไปแซวทั้งห้อง ลินนั่งกินเค้กชิ้นโต ขณะที่แพรวนั่งข้างๆ คอยหยิบทิชชู่เช็ดครีมที่เลอะปากให้
แต่พอแสงไฟในร้านสลัวลงนิดเพื่อเปิดไฟดิสโก้บอล กลิตเตอร์บนตาลินเริ่มทำงานหนักอีกครั้ง มันสะท้อนแสงแรงมากจนเธอเห็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ปกติอาจมองข้าม เห็นรอยยิ้มมุมปากของเต้เวลามองเธอ เห็นแววตาที่ดูอบอุ่นจริงใจ แต่พอเต้หันไปคุยกับแพรวสองคนที่มุมโต๊ะ ลินก็เริ่มรู้สึกแปลกๆ อีกแล้ว
ทั้งสองยิ้มกันกว้าง หัวเราะคิกคักเบาๆ เหมือนมีอะไรลับๆ ลินกระพริบตาถี่ๆ กลิตเตอร์เม็ดละเอียดทำให้เห็นชัดเจนเกินไป เห็นเต้เอามือแตะไหล่แพรวเบาๆ เห็นแพรวพยักหน้าเหมือนตกลงอะไรบางอย่าง หัวใจลินเริ่มเต้นแรงอีกครั้ง ความสงสัยเก่าๆ ผสมกับความไม่มั่นใจโผล่กลับมา แม้จะเพิ่งเคลียร์กันไป แต่กลิตเตอร์มันไม่ยอมหยุดทำงาน เวลาในปาร์ตี้ที่ควรสนุกกลับกลายเป็นช่วงที่ลินนั่งคิดมาก นาฬิกาบนผนังเดินติ๊กต็อก เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมงร้านก็จะปิด เธอไม่อยากให้คืนนี้จบด้วยความเข้าใจผิดรอบสอง
“หรือว่า… เต้มันชอบแพรวจริงๆ วะ” ลินคิดในใจ มือบีบแก้วน้ำแน่น พยายามยิ้มกลบเกลื่อนขณะที่เพื่อนคนอื่นชวนเต้น แต่สายตายังจับจ้องสองคนนั้นไม่วาง
แพรวหันมาเห็นหน้าลินเลยเดินกลับมาทันที “เป็นอะไรอีกแล้ว แกหน้าเหมือนจะร้องไห้เลย”
ลินกลั้นใจถามออกไป “แกกับเต้… คุยอะไรกัน”
แพรวอ้าปากค้างก่อนจะหัวเราะดังลั่น “โอ้ย ลิน แกยังคิดมากอีกเหรอ กลิตเตอร์ตลับนี้มันแรงจริงๆ นะ ทำให้แกเห็นชัดจน paranoid เลย”
เต้เดินตามมา ยิ้มกว้างแล้วคว้ามือลินขึ้นมาจับเบาๆ “ฉันกับแพรวคุยเรื่องจะเซอร์ไพรส์เธอเพิ่มต่างหาก มันบอกฉันว่าเธอชอบดอกกุหลาบสีชมพู ฉันเลยแอบสั่งช่อใหญ่ไว้ข้างนอก รอจบปาร์ตี้จะให้”
ลินตาโต อ้าปากค้าง ความสงสัยทั้งหมดระเหยหายไปในพริบตา เธอหัวเราะออกมาดังจนเพื่อนๆ หันมามอง “ฉันบ้าเอง กลิตเตอร์มันทำให้ฉันเห็นชัดเกิน จนคิดมากตลอดเลย”
แพรวตบไหล่เพื่อน “นี่แหละเสน่ห์ของ Canmake Perfect Stylist Eyes วิ้งวิบวับจนเปิดเผยความจริงทุกอย่าง ทั้งเข้าใจผิดและเข้าใจถูก”
เต้หัวเราะตาม แล้วดึงลินออกไปเต้นกลางวงเพื่อนๆ มือทั้งสองจับกันแน่น ความอบอุ่นจากฝ่ามือทำให้ลินยิ้มกว้าง กลิตเตอร์สะท้อนแสงดิสโก้บอลระยิบระยับ ดวงตาเธอวิ้งสุดๆ ราวกับกำลังบอกโลกทั้งใบว่าคืนนี้เธอมีความสุขที่สุด
ปาร์ตี้ดำเนินต่อไปจนดึก เพื่อนๆ ค่อยๆ กลับกัน เหลือแค่ลิน แพรว และเต้ที่นั่งคุยกันสามคนที่โต๊ะมุมร้าน แพรวหยิบตลับอายแชโดว์ที่ลินพกมาทั้งคืนออกมาเปิดดู “ตลับนี้แหละฮีโร่ตัวจริง ราคาแค่ 319.- แต่ทำให้คืนนี้พิเศษสุดๆ ไปเลย”
เต้พยักหน้า “ฉันก็ชอบตาเธอวิ้งๆ นะ สวยดี”
แพรวแซวทันที “เออๆ รีบสารภาพเลยสิ อย่ารอ”
เต้หน้าแดง แต่ก็หายใจลึกแล้วหันมาจ้องตาลิน “ลิน… ฉันชอบเธอมาตั้งนานแล้วนะ ตั้งแต่สมัยมัธยมเลย แต่ไม่กล้าบอกกลัวเธอไม่ชอบ กลัวเสียเพื่อนกลุ่มด้วย ขอบคุณแพรวที่ช่วยฉันวันนี้… เป็นแฟนฉันมั้ย”
ลินน้ำตาคลอ ยิ้มกว้างแล้วพยักหน้า “ตกลงสิ ฉันรอมานานเหมือนกัน”
แพรวส่งเสียงกรี๊ดดีใจ กอดทั้งคู่สลับกัน “เยสสส! แม่สื่อสำเร็จภารกิจ!”
3 คนกอดกันแน่น หัวเราะจนน้ำตาไหล ความเข้าใจผิดทั้งหมดกลายเป็นเรื่องตลกที่พวกเขาจะเล่าให้ฟังไปอีกนาน กลิตเตอร์ที่วิ้งวับบนเปลือกตาลินค่อยๆ จางลงตามเวลา แต่ความทรงจำของคืนนั้นยังคงเปล่งประกายเสมอ
หลายปีต่อมา ลินกับเต้ยังคบกันแน่นแฟ้น แพรวกลายเป็นเพื่อนเจ้าสาวในงานแต่งงาน และตลับ Canmake Perfect Stylist Eyes ถูกเก็บไว้ในกล่องความทรงจำ พร้อมโน้ตเล็กๆ ที่แพรวเขียนว่า “วิ้งวิบวับแห่งความเข้าใจผิด ที่กลายเป็นความเข้าใจถูกตลอดกาล”
คืนนั้นไม่ใช่แค่เซอร์ไพรส์วันเกิด แต่เป็นจุดเริ่มต้นของมิตรภาพที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และความรักที่สวยงามราวกับประกายกลิตเตอร์ที่ไม่เคยจางหาย

