ปัญหาริมฝีปากแห้งแตกจนลอกเป็นแผ่นหรือบางครั้งถึงขั้นเลือดซิบไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เพราะนอกจากจะทำให้เสียบุคลิกภาพแล้วยังสร้างความเจ็บปวดรำคาญใจได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งสาเหตุหลักที่ทำให้ปากแห้งง่ายกว่าผิวส่วนอื่นก็เป็นเพราะผิวบริเวณริมฝีปากนั้นมีความบอบบางมากเป็นพิเศษและไม่มีต่อมไขมันคอยผลิตน้ำมันออกมาเคลือบผิวเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้นเหมือนกับผิวหนังส่วนอื่นบนร่างกาย
ลิปบาล์มจึงกลายเป็นไอเทมชิ้นสำคัญที่เปรียบเสมือนอัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยกู้สถานการณ์นี้ได้ทันท่วงที
โดยหน้าที่หลักของลิปบาล์มไม่ใช่แค่การทำให้ปากดูวาวสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันเพื่อล็อคความชุ่มชื้นไว้ข้างในและป้องกันปัจจัยภายนอกอย่างลมหนาว แสงแดด หรืออากาศแห้งจากเครื่องปรับอากาศไม่ให้มาทำร้ายผิวปาก
การเลือกใช้ลิปบาล์มที่มีประสิทธิภาพจริงควรพิจารณาจากส่วนประกอบสำคัญสามกลุ่มใหญ่ๆ
คือ กลุ่มสารเติมความชุ่มชื้นหรือ Humectants เช่น ไฮยาลูรอนิกแอซิดหรือกลีเซอรีนที่ช่วยดึงน้ำเข้าสู่ผิว ต่อมาคือกลุ่มที่ช่วยให้ผิวนุ่มนวลหรือ Emollients เช่น น้ำมันจากธรรมชาติอย่างน้ำมันมะพร้าว น้ำมันโจโจ้บา หรือเชียบัตเตอร์ และกลุ่มสุดท้ายที่สำคัญมากคือสารเคลือบปิดผิวหรือ Occlusives เช่น บีแว็กซ์หรือปิโตรเลียมเจลลี่ที่ทำหน้าที่เป็นฟิล์มบางๆ เคลือบไว้ไม่ให้น้ำระเหยออกไป
ความรู้ที่หลายคนอาจมองข้ามคือพฤติกรรมการเลียริมฝีปากเมื่อรู้สึกว่าปากแห้ง
ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด เพราะในน้ำลายมีเอนไซม์ที่ช่วยย่อยอาหารซึ่งมีความเป็นกรดอ่อนๆ เมื่อน้ำลายระเหยไปจะยิ่งพรากความชุ่มชื้นตามธรรมชาติออกไปมากกว่าเดิมทำให้ปากยิ่งแห้งและดำคล้ำได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้การเลือกใช้ลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของสารป้องกันแสงแดดหรือ SPF ในช่วงกลางวันก็เป็นเรื่องจำเป็น
เพราะรังสียูวีสามารถทำลายคอลลาเจนใต้ผิวปากทำให้ปากเหี่ยวและคล้ำเสียได้เช่นกัน ส่วนในช่วงกลางคืนการพอกลิปบาล์มเนื้อเข้มข้นหรือลิปมาสก์ทิ้งไว้หนาๆ จะช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสียหายจากการถูกเสียดสีมาตลอดทั้งวันได้ดีเยี่ยม
สำหรับใครที่มีอาการแพ้ง่าย ควรเลี่ยงลิปบาล์มที่มีส่วนผสมของเมนทอล การบูร หรือน้ำหอมที่รุนแรง
เพราะสารเหล่านี้อาจให้ความรู้สึกเย็นสดชื่นในตอนแรกแต่กลับทำให้ระคายเคืองและปากลอกหนักกว่าเดิมในระยะยาว การหมั่นเติมลิปบาล์มบ่อยๆ ระหว่างวันควบคู่ไปกับการดื่มน้ำให้เพียงพอจึงเป็นสูตรสำเร็จที่ช่วยให้ริมฝีปากกลับมาเนียนนุ่ม สุขภาพดี และยิ้มได้อย่างมั่นใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องปากแตกอีกต่อไป
ลิปบาล์มที่ต้องยกให้เป็นอัศวินขี่ม้าขาวสำหรับคนที่มีปัญหาปากแตกยับเยินจนถึงขั้นวิกฤตคือ Lucas’ Papaw Ointment หรือที่หลายคนคุ้นหูในชื่อลิปบาล์มหลอดสีแดงในตำนานจากประเทศออสเตรเลีย
ซึ่งความโดดเด่นที่ทำให้สินค้าชิ้นนี้ยืนหนึ่งมาอย่างยาวนานกว่าร้อยปีคือส่วนผสมหลักจากสารสกัดมะละกอพันธุ์พาวพาว (Carica Papaya) ที่ผ่านการหมักบ่มมาอย่างดีจนได้เอนไซม์ที่มีคุณสมบัติพิเศษในการช่วยต้านเชื้อแบคทีเรียและลดการอักเสบของผิวหนังได้อย่างดีเยี่ยม
ผสมผสานกับเนื้อเบสที่เป็นปิโตรเลียมเจลลี่เกรดทางการแพทย์ที่มีความบริสุทธิ์สูงมากและไม่มีสารพิษตกค้าง ทำให้เมื่อทาลงบนริมฝีปากที่กำลังแห้งลอกหรือแตกจนมีแผล
ตัวเนื้อบาล์มจะเข้าไปทำหน้าที่ 2 อย่างพร้อมกันคือการสร้างเกราะป้องกันความชุ่มชื้นที่เหนียวแน่นเพื่อไม่ให้อากาศแห้งภายนอกมาดึงน้ำออกจากผิวปาก และในขณะเดียวกันเอนไซม์จากมะละกอก็จะค่อยๆ เข้าไปช่วยสมานรอยแตกและผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกอย่างอ่อนโยนโดยไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองเหมือนการสครับปากแบบรุนแรง
ที่น่าสนใจคือ หลอดแดงนี้ไม่ได้มีดีแค่การบำรุงปากเท่านั้น แต่ด้วยสรรพคุณในการสมานแผลที่ยอดเยี่ยม จึงสามารถนำไปใช้แต้มบริเวณผิวหนังที่ถูกแมลงสัตว์กัดต่อย แผลน้ำร้อนลวกเล็กน้อย หรือแม้แต่ใช้ทาจมูกที่ลอกจากการเป็นหวัดและเช็ดน้ำมูกบ่อยๆ ได้อีกด้วย
การเลือกใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดคือการพอกเนื้อบาล์มไว้หนาๆ ก่อนเข้านอนเพื่อใช้เป็นลิปมาสก์ไปในตัว ซึ่งจะช่วยให้ริมฝีปากที่เคยแสบและแห้งกร้านกลับมานุ่มฟูและเรียบเนียนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเพียงแค่ข้ามคืน แถมยังเป็นสินค้าที่พกพาง่ายและใช้ได้ยาวนานคุ้มค่ากับราคาสุดๆ
นิยาย หลอดแดงปริศนาแห่งครอบครัววรวิทย์ The Red Tube Secret
ในบ้านหลังเก่าของตระกูลวรวิทย์ที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางซอยเล็กๆ ในกรุงเทพฯ หลอดสีแดงเล็กๆ นั้นถูกเก็บไว้ในลิ้นชักข้างเตียงคุณยายมาตั้งแต่สมัยคุณยายยังสาว คุณยายเรียกมันว่า “ของขลังจากเมืองนอก” แต่ลูกหลานทุกคนรู้ดีว่ามันคือ Lucas’ Papaw Ointment หลอดแดงที่คุณยายนำติดตัวกลับมาจากออสเตรเลียเมื่อ 40 ปีก่อน ทุกครั้งที่มีใครในบ้านเป็นแผลถลอก ปากแห้งแตก หรือแม้แต่สิวขึ้น คุณยายจะหยิบหลอดนั้นออกมา ทาเบาๆ แล้วพึมพำว่า “มะละกอศักดิ์สิทธิ์ช่วยได้หมด” ครอบครัววรวิทย์จึงเชื่อมั่นว่าหลอดแดงนี้คือยาวิเศษที่แก้ปัญหาได้ทุกอย่างจริงๆ
วันหนึ่ง พ่อของบ้าน “คุณพงษ์” วัย 50 กว่า กำลังจะไปงานเลี้ยงใหญ่ของบริษัท เขาแต่งตัวเรียบร้อย แต่ริมฝีปากแตกเป็นร่องลึกเพราะอากาศแห้ง คุณพงษ์วิ่งไปหาคุณยาย “ยาย ริมฝีปากผมแตก จะไปงานไม่ได้นะ” คุณยายยิ้มแล้วหยิบหลอดแดงออกมา “เอาไปทาเลยลูก ยายบอกแล้วว่ามันช่วยได้ทุกอย่าง” คุณพงษ์ทาเต็มปาก เนื้อขี้ผึ้งใสๆ ซึมเข้าผิวอย่างรวดเร็ว ภายใน 10 นาที ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื่นราวกับเพิ่งกินน้ำผึ้งมา คุณพงษ์ดีใจมาก รีบขับรถออกไปงานด้วยความมั่นใจ
แต่ที่บ้าน ความวุ่นวายเริ่มต้นขึ้นเมื่อลูกสาวคนโต “แก้ว” อายุ 25 กลับมาจากมหาวิทยาลัยด้วยหน้าตาตื่นตระหนก “แม่! หนูสิวขึ้นเต็มหน้าเลยค่ะ พรุ่งนี้มีสอบสัมภาษณ์งาน!” แม่แก้ว “คุณอร” หยิบหลอดแดงจากลิ้นชักคุณยายมาให้ “ทาเลยลูก ยายบอกว่ามันช่วยสิวได้” แก้วทาไปทั่วหน้า เนื้อขี้ผึ้งเย็นๆ ทำให้สิวแดงๆ ดูจางลงจริงๆ เธอหลับตาพริ้มด้วยความโล่งอก
เช้าวันถัดมา น้องชายคนเล็ก “ตั้ม” วัย 12 ปี วิ่งลงมาจากห้องด้วยเท้าที่ถลอกแดงก่ำเพราะเล่นฟุตบอลจนล้ม “ยาย! เท้าผมเจ็บมาก!” คุณยายหัวเราะเบาๆ แล้วหยิบหลอดแดงออกมาอีกครั้ง “ทาเลยหลาน ยายบอกแล้วว่ามันช่วยได้หมด” ตั้มทาเต็มฝ่าเท้า แล้ววิ่งกลับขึ้นห้องด้วยรอยยิ้ม
ไม่กี่วันต่อมา ครอบครัววรวิทย์เริ่มสังเกตเห็นเรื่องประหลาด ทุกคนที่ใช้หลอดแดงนี้ดูเหมือนจะหายจากปัญหาผิวได้เร็วผิดปกติ คุณพงษ์กลับจากงานเลี้ยงด้วยรอยยิ้มกว้าง เพราะเจ้านายชมว่าหน้าตาดูสดใสผิดปกติ แก้วผ่านการสัมภาษณ์งานได้อย่างง่ายดายเพราะสิวหายเกลี้ยง ตั้มวิ่งเล่นฟุตบอลต่อได้ทั้งวันโดยไม่เจ็บเท้าอีก คุณอรเองก็แอบทาที่ข้อศอกแห้งกร้าน แล้วพบว่าผิวนุ่มเหมือนเด็ก
แต่แล้วความสงสัยก็เริ่มก่อตัว คุณยายเริ่มป่วยหนัก หมอบอกว่าเป็นโรคเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน คุณยายนอนซมอยู่บนเตียง แต่ยังยิ้มได้ทุกครั้งที่เห็นหลอดแดงถูกหยิบใช้ “ยายดีใจที่มันยังช่วยลูกหลานได้” เธอพูดเบาๆ
วันหนึ่ง แก้วตัดสินใจค้นหาความจริง เธอเปิดเว็บไซต์ทางการของ Lucas’ Papaw แล้วพบว่าสูตรนี้มีมาตั้งแต่ปี 1906 จากการวิจัยของนายแพทย์ T.P. Lucas ที่เชื่อมั่นในพลังของมะละกอ แต่แก้วสังเกตเห็นบางอย่างในรูปถ่ายเก่าๆ ของคุณยายตอนหนุ่มสาว คุณยายยืนข้างผู้ชายคนหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกับรูปในเว็บไซต์มาก คุณยายเคยเล่าให้ฟังว่าตอนไปออสเตรเลีย เธอได้พบกับ “เพื่อนเก่าจากเมืองไทย” แต่ไม่เคยบอกรายละเอียด
แก้วรวบรวมความกล้า ถามคุณยายตรงๆ “ยายเคยเจอใครที่โรงงาน Lucas’ Papaw เหรอคะ” คุณยายนิ่งไปครู่หนึ่ง แล้วยิ้มเศร้าๆ “ยายเคยเป็นแฟนกับหลานชายของหมอ Lucas น่ะลูก เขาชื่อเควิน เควิน ทิ้งยายไว้กับหลอดแดงหลอดนี้ แล้วบอกว่า ‘เก็บไว้ให้ลูกหลานเธอ มันจะปกป้องครอบครัวเธอ’ ยายเลยเก็บมันมาตลอด”
ทุกคนในบ้านช็อก คุณยายเคยมีความรักข้ามชาติกับหลานของผู้คิดค้นยาวิเศษนี้! นั่นคือเหตุผลที่คุณยายเชื่อมั่นในหลอดแดงขนาดนี้ มันไม่ใช่แค่ยา แต่เป็นของขวัญจากความรักเก่าแก่ที่ยังคงช่วยเหลือครอบครัววรวิทย์มาจนถึงทุกวันนี้ ครอบครัวหัวเราะกันกลิ้ง คุณพงษ์แซวว่า “ที่ยายบอกช่วยได้ทุกอย่าง เพราะยายเคยรักคนที่คิดค้นมันเองนี่หว่า!”
แต่เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น หลังจากคุณยายจากไปอย่างสงบ ครอบครัวตัดสินใจเก็บหลอดแดงไว้เป็นที่ระลึก ไม่ใช้มันอีก แต่แล้ววันหนึ่ง ตั้มที่ตอนนี้โตเป็นหนุ่มใหญ่ ได้รับบาดเจ็บที่ขาจากอุบัติเหตุเล็กน้อย เขาหยิบหลอดแดงออกมาทาโดยไม่คิดอะไร คราบเก่าๆ บนหลอดหลุดออก เผยให้เห็นข้อความจารึกเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ด้านในฝา “สำหรับครอบครัวของฉันเสมอ – Kevin Talbot Lucas”
ทุกคนอึ้งไปอีกครั้ง เพราะชื่อ Talbot คือชื่อสกุลของครอบครัวผู้ผลิต Lucas’ Papaw จริงๆ! คุณยายไม่ได้แค่เป็นแฟนกับหลานหมอ Lucas แต่คุณยายคือคนที่ทำให้สูตรนี้ถูกส่งต่อมาถึงไทย และหลอดนี้คือหลอดพิเศษที่ Kevin สร้างขึ้นมาเพื่อคุณยายโดยเฉพาะ มันจึงมีพลัง “ช่วยได้ทุกอย่าง” มากกว่าหลอดปกติ เพราะถูกทำขึ้นด้วยความรักและความตั้งใจพิเศษ
ตั้งแต่นั้นมา ครอบครัววรวิทย์ก็ยังคงใช้หลอดแดงใบเดิมต่อไป ทุกครั้งที่มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ พวกเขาหยิบมันออกมา ทาแล้วหัวเราะกัน เพราะรู้ว่าหลอดแดงนี้ไม่ใช่แค่ยาวิเศษจากมะละกอ แต่มันคือเรื่องราวความรัก ความผูกพัน และความตลกขบขันของครอบครัวที่ถูกถักทอไว้ด้วยกันมานานหลายชั่วอายุคน
และทุกครั้งที่ใครในบ้านพูดว่า “หยิบหลอดแดงมา!” เสียงหัวเราะก็ดังขึ้น เพราะพวกเขารู้ดีว่าความลับที่แท้จริงของหลอดแดงนั้น ไม่ใช่เอนไซม์มะละกอ แต่เป็นพลังของความรักที่ยังคงรักษาครอบครัวนี้ไว้อย่างเหนียวแน่น แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม
นิยาย หลอดแดงปริศนาแห่งครอบครัววรวิทย์ The Red Tube Secret บทสุดท้าย
หลังจากที่ฝาโลหะของหลอดแดงหลุดออกและเผยข้อความจารึก “สำหรับครอบครัวของฉันเสมอ – Kevin Talbot Lucas” ครอบครัววรวิทย์ก็เหมือนถูกมนต์สะกดให้เงียบไปชั่วขณะ ตั้มที่นั่งกุมขาที่เพิ่งถลอกไว้ มองข้อความนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนเด็กที่เพิ่งเจอสมบัติลับในกล่องตุ๊กตาเก่า
“นี่มันหมายความว่ายังไงกันแน่?” คุณพงษ์ถามเสียงสั่น “ยายเคย…แต่งงานกับคนนี้หรือเปล่า?”
คุณอรส่ายหน้า “ไม่น่าจะใช่ค่ะ ถ้ายายแต่งงานจริง คงมีรูปถ่ายหรือทะเบียนสมรสหลงเหลือมาบ้าง แต่ยายไม่เคยพูดถึง ‘สามี’ เลยสักครั้ง มีแต่เล่าเรื่อง ‘เพื่อนเก่าจากเมืองนอก’ ที่ให้ของขวัญชิ้นนี้”
แก้วที่นั่งกอดเข่าอยู่ข้างโซฟา พูดขึ้นเบาๆ “หรือว่า…เควินคือคนที่ยายรัก แต่เขาไม่ได้เลือกยาย?”
คำถามนั้นทำให้ห้องเงียบลงอีกครั้ง จนกระทั่งตั้มที่อายุน้อยที่สุดแต่ดูจะคิดอะไรไวสุด กระโดดขึ้นยืน “งั้นเราลองส่งจดหมายไปที่บริษัท Lucas’ Papaw ดูไหมครับ! บอกเขาว่าเราพบข้อความนี้ แล้วถามว่าเควินยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า!”
ทุกคนมองหน้ากันแล้วระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน เพราะไอเดียของเด็กหนุ่มมันทั้งบ้าบิ่นและน่ารักเกินต้านทาน
“ตั้มเอ๊ย” คุณพงษ์ตบไหล่ลูกชาย “บริษัทเขาอยู่ที่บริสเบน ออสเตรเลีย เราไม่มีที่อยู่เควิน ไม่มีอีเมล ไม่มีอะไรเลย จะส่งจดหมายไปยังไง”
“ก็ส่งไปที่โรงงานสิครับ!” ตั้มไม่ยอมแพ้ “เขียนจ่าหน้าสั้นๆ ว่า ‘ถึงคุณเควิน ทิ้งข้อความไว้ในหลอดแดงให้คุณยายของผม’ แล้วก็เขียนเรื่องราวทั้งหมดลงไป”
คุณอรหัวเราะจนน้ำตาไหล “ลูกเอ๊ย ถ้าเขาเปิดอ่านแล้วหัวเราะกลิ้ง เราจะอายแทนยายเลยนะ”
แต่สุดท้ายทุกคนก็ยอมตามใจตั้ม เพราะไม่มีใครอยากให้เรื่องราวจบลงแค่นี้จริงๆ แก้วเป็นคนร่างจดหมายยาวเหยียด 4 แผ่น A4 เขียนด้วยลายมือเรียบร้อย เล่าเรื่องคุณยายตั้งแต่สมัยสาว เรื่องหลอดแดงที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักมานานหลาย 10 ปี เรื่องที่ครอบครัวใช้มันรักษาแผล ถลอก สิว แตก และยังเล่าถึงวันที่คุณยายจากไปอย่างสงบ พร้อมแนบรูปถ่ายคุณยายตอนสาวยิ้มกว้าง ถือหลอดแดงใบนั้นขึ้นมาให้กล้อง
พวกเขาส่งจดหมายไปจริงๆ ทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศ ใส่แสตมป์แพงจนคุณพงษ์บ่นทั้งวัน
2 เดือนผ่านไป ทุกคนเกือบลืมเรื่องนั้นแล้ว
จนกระทั่งเช้าวันหนึ่ง มีพัสดุเล็กๆ สีน้ำตาลมาถึงหน้าบ้าน จ่าหน้าจาก Acacia Ridge, Brisbane, Australia ผู้ส่งเขียนว่า “Lucas’ Papaw Remedies – สำหรับครอบครัววรวิทย์”
ภายในกล่องมีหลอดแดงใหม่เอี่ยมหนึ่งหลอด เหมือนหลอดเก่าทุกประการ แต่ข้างหลอดมีข้อความพิมพ์เล็กๆ เพิ่มมาว่า “Limited Edition – For the Family of the One Who Kept the Promise”
และมีจดหมายพิมพ์มาด้วย ลายมือสั่นเทาของชายสูงวัย
“เรียน ครอบครัววรวิทย์ที่เคารพ
ผมชื่อเควิน ทิ้งข้อความนั้นไว้ในหลอดเมื่อปี 1983 เพราะผมรู้ว่าสักวันหนึ่งคุณยายของพวกคุณจะจากไป และผมอยากให้ลูกหลานรู้ว่าผมไม่เคยลืม
คุณยาย (ชื่อจริงของเธอคือ คุณสมศรี) เป็นคนเดียวที่ผมเคยรักจริงๆ ผมขอเธอแต่งงาน แต่เธอปฏิเสธ เพราะเธอบอกว่า ‘ฉันจะไม่ทิ้งครอบครัวที่ไทยไป’ ผมเลยให้หลอดพิเศษนี้กับเธอ เป็นหลอดที่ผมทำเองในห้องแล็บของปู่ ใส่เอนไซม์มะละกอเข้มข้นกว่าปกติสองเท่า เพื่อให้มันปกป้องเธอและคนที่เธอรักให้มากที่สุด
ผมแต่งงานกับคนอื่น มีลูก มีหลาน แต่ทุกครั้งที่เห็นหลอดแดงบนชั้นวาง ผมจะนึกถึงรอยยิ้มของสมศรีเสมอ
ตอนนี้ผมอายุ 87 แล้ว ผมดีใจมากที่หลอดนั้นยังอยู่กับครอบครัวของเธอ และดีใจยิ่งกว่าที่พวกคุณยังใช้มันด้วยความรัก
ผมแนบหลอดใหม่ให้หนึ่งหลอด เป็นของขวัญส่งท้าย ใช้ให้หมดแล้วค่อยส่งจดหมายมาอีก ผมจะทำหลอดใหม่ส่งไปให้อีกเสมอ จนกว่าครอบครัววรวิทย์จะไม่มีใครเหลืออีกต่อไป
ด้วยความเคารพและความคิดถึง
เควิน ทิ้ง Talbot Lucas”
หลังจากอ่านจดหมายจบ ทุกคนในบ้านร้องไห้หัวเราะสลับกันไป
คุณพงษ์ยกหลอดใหม่ขึ้นดู “นี่มัน…มะละกอเข้มข้นสองเท่าเหรอเนี่ย งั้นต่อไปสิวขึ้นมา เราจะหายในวันเดียวเลยมั้ยเนี่ย!”
แก้วหัวเราะจนน้ำตาไหล “พ่อ! อย่าคิดแต่เรื่องสิวสิคะ นี่มันเรื่องรักโรแมนติกข้ามทวีปเลยนะ!”
ตั้มวิ่งไปหยิบสมุดบันทึกของตัวเองมาเขียน “วันนี้ยายของผมได้แฟนเก่าที่อายุ 87 ส่งยาวิเศษมาให้ ชีวิตผมเจ๋งสุดๆ แล้ว!”
คุณอรเช็ดน้ำตาแล้วพูดเบาๆ “ยายคงยิ้มอยู่บนสวรรค์แน่ๆ ที่เห็นเรายังหัวเราะกันแบบนี้”
ตั้งแต่นั้นมา ทุกครั้งที่มีใครในบ้านเจ็บตัวหรือผิวแห้ง ก็จะมีเสียงตะโกนดังขึ้นว่า “หยิบหลอดแดงของเควินมา!”
และทุกครั้งที่หยิบหลอดขึ้นมา พวกเขาจะนึกถึงคุณสมศรีกับเควิน สองคนที่รักกันแต่เลือกทางเดินคนละสาย กลับทิ้งมรดกเล็กๆ ที่มีทั้งมะละกอ เอนไซม์ และความอบอุ่นข้ามรุ่นข้ามทวีปไว้ให้
หลอดแดงใบเก่ายังคงอยู่ในโชว์เคสแก้วเล็กๆ บนชั้นแขวนรูปคุณยาย
หลอดใหม่ถูกใช้อย่างมีความสุข
และทุก 3 เดือน จะมีพัสดุสีน้ำตาลจากบริสเบนมาถึงหน้าบ้านเสมอ
พร้อมจดหมายสั้นๆ จากเควินที่เขียนว่า
“ยังคิดถึงสมศรีเหมือนเดิมนะครับ
ส่งหลอดใหม่ให้ครอบครัวของเธอ
เควิน”
ครอบครัววรวิทย์จึงหัวเราะกันต่อไป
เพราะบางครั้ง ความรักที่ไม่ได้ลงเอยด้วยการแต่งงาน
กลับกลายเป็นสิ่งที่แข็งแรงและตลกขบขันที่สุดในชีวิต
หลอดแดงหนึ่งหลอด ที่ยังคงปกป้อง และทำให้ทุกคนยิ้มได้
แม้เวลาจะผ่านไปอีกกี่ 10 ปีก็ตาม
รายชื่อตัวละครหลักในนิยาย “หลอดแดงปริศนาแห่งครอบครัววรวิทย์ The Red Tube Secret”
คุณสมศรี (คุณยาย) เพศ: หญิง
คุณยายใจดี อายุมากแต่ยังแจ่มใส ชอบเล่าเรื่องเก่าๆ ด้วยรอยยิ้มอบอุ่น มีความลับในอดีตที่เก็บไว้เงียบๆ รักครอบครัวมาก ยึดมั่นในสิ่งที่เชื่อและมอบหลอดแดงให้ลูกหลานใช้เหมือนสมบัติล้ำค่า เป็นศูนย์กลางของความผูกพันและความลึกลับในเรื่อง
คุณพงษ์ (เพศ: ชาย)
พ่อของครอบครัว วัยกลางคน ปฏิบัติการได้จริง ชอบบ่นเล็กน้อยแต่รักลูกมาก เป็นคนขี้เล่น ชอบแซวลูกๆ และภรรยา เวลาเจอเรื่องประหลาดจะเป็นคนตั้งคำถามนำ แต่สุดท้ายก็ยอมตามกระแสครอบครัวด้วยความเอ็นดู
คุณอร (เพศ: หญิง)
แม่ของครอบครัว สุภาพ อ่อนโยน เป็นคนกลางที่คอยประสานทุกอย่าง ชอบหัวเราะเบาๆ กับความวุ่นวายของลูกๆ มีความเป็นห่วงเป็นใยสูง แต่ก็เปิดใจรับเรื่องราวโรแมนติกข้ามทวีปได้อย่างรวดเร็ว
แก้ว (เพศ: หญิง)
ลูกสาวคนโต วัยยี่สิบกว่า กำลังหางาน ชอบค้นคว้า ชอบถามหาความจริง เป็นคนจริงจังแต่ก็มีมุมน่ารัก ชอบเป็นคนร่างจดหมายยาวๆ และเป็นคนที่นำเรื่องราวความลับของยายมาคลี่คลาย
ตั้ม (เพศ: ชาย)
ลูกชายคนเล็ก วัยเด็ก-วัยรุ่นตอนต้น ขี้เล่น บ้าบิ่น ไอเดียเพียบ ชอบทำอะไรแบบไม่คิดมาก แต่กลับเป็นคนจุดประกายให้ครอบครัวเดินหน้าต่อ เป็นตัวแทนของความสดใสและความกล้าหาญแบบเด็กๆ ที่ทำให้เรื่องตลกและน่ารักขึ้น
เควิน ทิ้ง Talbot Lucas (เควิน) เพศ: ชาย
ชายสูงวัย (ในปัจจุบันอายุ 87 ปี) หลานของดร. T.P. Lucas ผู้ผลิตหลอดแดงพิเศษ เป็นคนโรแมนติกเงียบๆ รักคุณสมศรีอย่างลึกซึ้งแต่ยอมรับการเลือกทางของเธอ ยังคงส่งหลอดแดงให้ครอบครัวต่อเนื่องด้วยความคิดถึง เป็นตัวละครที่เพิ่มมิติความอบอุ่นและตลกขบขันให้เรื่อง
บทวิจารณ์นิยาย “หลอดแดงปริศนาแห่งครอบครัววรวิทย์ The Red Tube Secret”
นิยายเรื่องนี้เป็นการผสมผสานแนวตลกครอบครัวเข้ากับความลึกลับแบบ mythological mystery ได้อย่างลงตัว โดยใช้สินค้าที่คุ้นเคยอย่าง Lucas’ Papaw Ointment เป็นจุดศูนย์กลางของเรื่องราว ทำให้ผู้อ่านรู้สึกใกล้ชิดและขำขันตั้งแต่บรรทัดแรก เรื่องดำเนินไปด้วยจังหวะสนุกสนาน การสนทนาระหว่างสมาชิกครอบครัวเต็มไปด้วยมุกตลกแบบไทยๆ ที่ไม่ฝืน เช่น การแซวกันเรื่องสิวหรือแผลถลอก ซึ่งทำให้บรรยากาศบ้านหลังเก่าดูอบอุ่นและมีชีวิตชีวา
จุดแข็งที่เด่นชัดคือการสร้างตัวละครครอบครัวให้แต่ละคนมีเอกลักษณ์ชัดเจน คุณยายเป็นแกนนำทางอารมณ์ คุณพงษ์เป็นตัวแทนความเป็นพ่อบ้านขี้เล่น แก้วกับตั้มคือคู่หูรุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนพล็อตไปข้างหน้า ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังนั่งดูชีวิตจริงของครอบครัวหนึ่งมากกว่านิยาย การนำเอาประวัติศาสตร์จริงของผลิตภัณฑ์ Lucas’ Papaw มาผสมเข้ากับเรื่องรักข้ามทวีปแบบไม่จริงจังเกินไป สร้างความสมดุลระหว่างความตลกกับความซึ้งได้ดี โดยไม่หลุดไปทางดราม่าหนักๆ
ความลึกลับที่ค่อยๆ คลี่คลายผ่านหลอดแดงใบเดียว ทำให้เรื่องมีชั้นเชิงน่าติดตาม โดยไม่ต้องพึ่งองค์ประกอบเหนือธรรมชาติมากเกินจำเป็น เนื้อเรื่องถูกวางไว้อย่างเป็นธรรมชาติ ครั้งแรกเปิดเผยความสัมพันธ์ในอดีตของยาย ครั้งที่สองเผยถึง “หลอดพิเศษ” และการส่งต่อต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ตอนจบสมบูรณ์แบบด้วยรอยยิ้มและความอบอุ่น การที่เควินยังคงส่งหลอดแดงมาให้แม้เวลาจะผ่านไปนาน เป็นจุดจบที่ทั้งตลกและน่ารัก เน้นย้ำธีมว่าความรักบางอย่างไม่จำเป็นต้องจบด้วยการอยู่ด้วยกัน แต่สามารถคงอยู่ผ่านสิ่งของเล็กๆ และความทรงจำได้
โดยรวม นิยายสั้นเรื่องนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบเรื่องครอบครัวเบาสมองผสมความลึกลับนิดๆ อ่านเพลิน ไม่ยาวเกินไป แต่ทิ้งความรู้สึกดีๆ ไว้ให้ผู้อ่าน หลอดแดงที่เคยเป็นแค่ลิปบาล์มสารพัดประโยชน์ในชีวิตจริง กลายเป็นสัญลักษณ์ของความรัก ความผูกพัน และเสียงหัวเราะข้ามรุ่นข้ามทวีปได้อย่างน่าประทับใจ หากใครกำลังมองหานิยายสั้นที่ทำให้ยิ้มและซึ้งพร้อมกัน เรื่องนี้ตอบโจทย์ได้ดีมาก
