การมีพาเลตต์อายแชโดว์ตลับเดียวที่พาแต่งตาสวยได้ตั้งแต่เช้าจรดค่ำจริงๆ นี่แหละคือของดีที่คนชอบแต่งหน้ารักมาก เพราะมันทำให้ชีวิตสะดวกสุดๆ ไปเลย ไม่ต้องแบกเครื่องสำอางเยอะแยะให้กระเป๋าหนัก ไม่ต้องเสียเวลาสลับสีหรือตลับไปมา แค่หยิบตลับเดียวจบทุกอย่าง
หัวใจหลักของพาเลตต์แบบนี้คือการรวบรวมสีโทนธรรมชาติไว้ครบเลย
สีเบจอ่อนๆ ที่ดูสะอาดตา สีน้ำตาลนู้ดที่กลมกลืนกับผิว สีส้มอิฐอุ่นๆ หรือสีชมพูตุ่นๆ ที่ให้ความหวานเบาๆ สีพวกนี้คือพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสร้างมิติให้ดวงตาดูมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะวันที่อยากได้ลุคดูเป็นมืออาชีพ เช่น ไปประชุมงานหรือทำงานออฟฟิศที่ต้องดูน่าเชื่อถือ สุภาพเรียบร้อย
การเลือกใช้เนื้อแมตต์เป็นหลักจะดีมาก
เพราะเนื้อแมตต์ไม่มีประกายวิบวับ มันช่วยกลบความบวมของเปลือกตาได้ดี ทำให้ดวงตาดูไม่ลอยและมีความลึกที่เป็นธรรมชาติ ไม่ดูพยายามเกินไป ลองคิดภาพตามดูคือ เริ่มจากเกลี่ยสีน้ำตาลอ่อนทั่วเบ้าตาให้ฟุ้งๆ เบลนด์ให้เนียน แล้วค่อยใช้สีน้ำตาลที่เข้มกว่านิดหน่อยเน้นตรงหางตาเพื่อยกให้ตาดูเฉี่ยวขึ้นนิด แต่ยังดูสุภาพมาก เหมาะกับการนั่งประชุมยาวๆ เพราะเวลาเจอแสงไฟในห้องหรือแสงจากจอคอม เนื้อแมตต์จะไม่สะท้อนแสงจนวาวจ้า ทำให้บุคลิกโดยรวมดูนิ่ง ดูมั่นคง ไม่ฟุ้งซ่าน เหมือนคนที่แต่งหน้าเก่งแบบเนียนๆ โดยไม่ต้องโชว์มาก
แต่พอเลิกงานแล้วอยากเปลี่ยนลุคไปต่อ เช่น ไปปาร์ตี้ นัดเพื่อนกินข้าว หรือไปเดทตอนเย็น พาเลตต์ตลับเดิมนี่แหละที่จะกลายเป็นตัวช่วยมหัศจรรย์
แค่หยิบสีชิมเมอร์หรือกลิตเตอร์เนื้อละเอียดที่มีในตลับมาแต้มตรงกึ่งกลางเปลือกตาและหัวตาเบาๆ ก็พอ แสงไฟสลัวในร้านอาหาร แสงจากดิสโก้ หรือแม้แต่แฟลชกล้องจะมาช่วยสะท้อนประกายวิ้งๆ ออกมา ทำให้ดวงตาดูมีเสน่ห์ขึ้นทันที ดูขี้เล่น มีชีวิตชีวา เหมือนเปลี่ยนคนเลย
ถ้าอยากเพิ่มความเผ็ดร้อนให้ลุคดูแซ่บยิ่งขึ้น ก็แค่ใช้สีน้ำตาลเข้มสุดหรือสีดำที่มีในตลับมาเขียนเป็นไลเนอร์แบบฟุ้งๆ ซอฟต์ๆ ตรงขอบตาล่างหรือบน เบลนด์ให้ดูไม่คมกริบมาก ก็จะได้ลุคที่ดูคมเข้ม เป็นสาวมั่นใจที่พร้อมสังคมได้ในไม่กี่นาที เปลี่ยนจากลุคทำงานเรียบร้อยเป็นลุคค่ำคืนสนุกๆ ได้แบบรวดเร็วมาก
ความรู้เพิ่มเติมที่ทำให้การใช้พาเลตต์แบบนี้ยิ่งปังขึ้นไปอีกคือเรื่องการเลือกสีให้เข้ากับอันเดอร์โทนผิว
ซึ่งอันเดอร์โทนคือโทนสีใต้ผิวที่แท้จริง ไม่ใช่สีผิวด้านนอกที่อาจเปลี่ยนตามแดดหรือเครื่องสำอาง ลองเช็กง่ายๆ โดยดูเส้นเลือดตรงข้อมือ ถ้าเส้นเลือดออกเขียวแสดงว่าโทนอุ่น ถ้าออกม่วงน้ำเงินคือโทนเย็น ถ้าดูไม่ออกชัดคือโทนกลาง สำหรับคนผิวโทนอุ่นที่มักมีผิวออกเหลืองหรือแทนง่าย
การเลือกสีส้มพีชอุ่นๆ น้ำตาลทองที่ดูอบอุ่น หรือสีแชมเปญประกายทองจะเข้ากันสุดๆ ทำให้ใบหน้าดูผ่อง มีเลือดฝาด ดูสุขภาพดีแบบธรรมชาติ แต่ถ้าเป็นผิวโทนเย็นที่อมชมพูหรือขาวแบบเย็นๆ การใช้สีน้ำตาลเทาอมควัน สีชมพูอมม่วงละมุน หรือสีเงินประกายเย็นจะช่วยขับให้ลุคดูแพง ดูหรูหรา และกลมกลืนกับผิวได้เนียนมาก ถ้าผิดโทนอาจทำให้หน้าดูหมองหรือดูโทรมโดยไม่รู้ตัว การเลือกให้แมตช์แบบนี้เลยยิ่งทำให้พาเลตต์ตลับเดียวใช้งานได้คุ้มค่ามากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ยังมีทริคเล็กๆ น้อยๆ ที่ช่วยให้สีอายแชโดว์ติดทนและสวยตลอดวัน
เช่น ก่อนลงสีอะไรเลย ควรลงอายแชโดว์สีเนื้อหรือไพรเมอร์บางๆ ทั่วเปลือกตาก่อน เพื่อดูดซับความมันส่วนเกินที่เปลือกตามักมี ทำให้สีที่ลงทับติดแน่น ไม่เป็นคราบหรือจับตัวเป็นก้อนตอนบ่ายๆ ถ้าอยากให้สีชิมเมอร์หรือกลิตเตอร์ออกมาชัดจัดเต็มแบบวิบวับตะโกน แนะนำให้ใช้นิ้วมือแตะสีแล้วค่อยกดเบาๆ ลงบนเปลือกตาแทนการใช้แปรง เพราะความอุ่นจากปลายนิ้วจะช่วยละลายเม็ดสีและชิมเมอร์ให้ติดผิวได้แนบเนียนกว่า
แปรงอาจทำให้สีฟุ้งเกินไปและติดน้อยลง การเลือกซื้อพาเลตต์ที่รวมเนื้อแมตต์สำหรับเบสและสร้างมิติ ชิมเมอร์สำหรับเพิ่มประกาย และกลิตเตอร์สำหรับความแซ่บไว้ในตลับเดียวจึงคุ้มสุดๆ เพราะไม่ว่าจะเจอสถานการณ์ไหน ทำงานเช้า เที่ยวค่ำ หรือแม้แต่เปลี่ยนแผนกระทันหัน ก็พร้อมเสกความสวยได้ทันที มั่นใจได้เต็มร้อยโดยไม่ต้องพึ่งเมคอัพอาร์ทิสต์แพงๆ เลย
แถมยังประหยัดเวลาและเงินในระยะยาว เพราะตลับเดียวใช้ได้นานและหลากหลายลุคจริงๆ ความรู้เพิ่มอีกนิดคือพาเลตต์แนวนี้มักออกแบบมาให้สีเข้ากันได้ง่ายอยู่แล้ว การเบลนด์สีอ่อนไปเข้มทีละน้อยด้วยแปรงฟุ้งจะช่วยให้ได้กราเดียนท์ที่สวยเนียน และถ้าอยากลุคติดทนยาวทั้งวันจริงๆ ลองเซ็ตด้วยสเปรย์ fixing spray เบาๆ หลังแต่งเสร็จ ก็จะยิ่งล็อกสีไว้ได้ดีขึ้นไปอีก ทำให้สนุกกับการแต่งหน้ามากขึ้นทุกวันเลย
ถ้าจะให้เลือกพาเลตต์ที่ยืนหนึ่งในเรื่องความครบเครื่องและแต่งง่ายจนต้องมีติดโต๊ะเครื่องแป้งไว้จริงๆ คงต้องยกตำแหน่งนี้ให้กับ Tarte Tartelette In Bloom Clay Palette
เพราะเป็นพาเลตต์โทนน้ำตาลอุ่นที่คิดมาให้แล้วว่าใช้ได้จริงทุกหลุม โดยในตลับจะประกอบไปด้วยสีทั้งหมด 12 เฉดที่มีทั้งเนื้อแมตต์และเนื้อชิมเมอร์ในสัดส่วนที่พอเหมาะพอดีมากๆ ความโดดเด่นของตัวนี้คือการมีสีเนื้อแมตต์ถึง 9 สี ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่น้ำตาลอ่อนไปจนถึงน้ำตาลเข้มเกือบดำ ทำให้การคัดเบ้าสร้างกระบอกตาดูเนียนกริบแบบมือโปรได้ง่ายสุดๆ
ส่วนเนื้อชิมเมอร์อีก 3 สีที่ให้มาก็เป็นโทนแชมเปญและทองแดงที่ละเอียดมาก ไม่ดูเอะอะจนเกินไปแต่ให้ความเงาวาวที่ดูแพงสะดุดตา เวลาเช้าที่ต้องรีบไปประชุมงานเพียงแค่ใช้สีครีมสว่างลงให้ทั่วเปลือกตาแล้วคัดเบ้าด้วยสีน้ำตาลนู้ดเบาๆ ก็จะได้ลุคที่ดูสะอาดตาน่าเชื่อถือทันที แต่พอตกเย็นแค่นำนิ้วแตะสีชิมเมอร์ตรงกลางตลับมาทับลงไป
ความโกลว์จะช่วยเปลี่ยนโหมดให้ดูพร้อมสำหรับการออกไปสนุกกับเพื่อนได้ทันที ความลับที่ทำให้รุ่นนี้ครองใจคนทั่วโลกคือส่วนผสมจากโคลนลุ่มแม่น้ำอเมซอนที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งช่วยควบคุมความมันบนเปลือกตาได้ดีมากทำให้สีไม่ตกร่องและติดทนยาวนานตลอดทั้งวัน แถมกลิ่นของอายแชโดว์ยังมีความหอมอ่อนๆ เหมือนวานิลลาผสมช็อกโกแลตที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเวลาแต่งหน้าอีกด้วย
พาเลตต์รุ่นนี้จัดวางสีมาแบบเป็นแถวแนวนอนที่ช่วยไกด์การเลือกสีได้ดีมาก โดยแต่ละแถวถูกออกแบบมาให้เป็นโทนสีที่เข้ากันอย่างลงตัว ถ้าวันไหนคิดไม่ออกว่าจะแมตช์สีไหนดีก็แค่เลือกใช้สีในแถวเดียวกันตั้งแต่ซ้ายไปขวา รับรองว่าแต่งออกมายังไงก็สวยรอดและดูละมุนแน่นอน เป็นไอเทมที่มือใหม่ก็ใช้ได้ส่วนมือโปรก็ต้องมีไว้กันตายจริงๆ และด้วยขนาดตลับที่แข็งแรงทนทานพร้อมกระจกบานใหญ่สะใจ ทำให้พกพาไปไหนมาไหนได้สะดวกแบบไม่ต้องกลัวแตกหักง่ายๆ เลย
นิยาย พาเลตต์แห่งเทพีบลูม ปริศนาสีสันต้องห้าม
ในอาณาจักรสวรรค์อันสูงส่งที่เรียกว่าเซเลสเทีย แสงสว่างจากดวงดาวนิรันดร์สาดส่องลงมาบนปราสาทคริสตัลและทุ่งหญ้าที่เบ่งบานด้วยดอกไม้สีทอง ผู้อยู่อาศัยคือเหล่าเทวทูต ปีกสีขาวบริสุทธิ์โบกพัดอย่างสง่างาม พวกเขาคอยรักษาสมดุลของจักรวาล ขณะที่ด้านล่างในหุบเหวลึกของอินเฟอร์โน นรกที่เต็มไปด้วยเปลวไฟและภูผาหินดำ ปีศาจที่มีเขาคดเคี้ยวและปีกสีเลือดครองอาณาเขต สงครามระหว่างสองฝั่งดำเนินมาหลายศตวรรษ โดยไม่มีฝ่ายใดได้เปรียบเด็ดขาด
ท่ามกลางความขัดแย้งนี้ มีตำนานเล่าขานถึงวัตถุโบราณชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า “พาเลตต์แห่งเทพีบลูม” สร้างขึ้นจากดินเหนียวศักดิ์สิทธิ์ของป่าอเมซอนโบราณ ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสถานที่เชื่อมต่อระหว่างสวรรค์ นรก และโลกมนุษย์ พาเลตต์นี้มี 12 เฉดสี แต่ละเฉดซ่อนพลังเทวะที่สามารถเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าแห่งสงครามได้ สีแมทต์ 9 เฉดให้ความมั่นคงและการปกป้องเหมือนพื้นดินที่ดูดซับพลังมืดทั้งปวง ส่วนสีชิมเมอร์ 3 เฉดปลดปล่อยประกายแสงที่ทำให้ผู้ใช้มีเสน่ห์ดึงดูดจิตวิญญาณใด ๆ ใครครอบครองพาเลตต์นี้ย่อมครอบครองหัวใจของเหล่าเทพและปีศาจ ว่ากันว่ามันถูกเก็บรักษาโดย “เทพีอาร์เทมิสแห่งความงาม” ผู้ซึ่งใช้มันแต่งเติมสีสันให้สวรรค์รุ่งเรือง
“เอลิออน” นักสืบเทวทูตหนุ่มที่มีปีกสีเงินแวววาวและดวงตาคมกริบที่มองทะลุปรุโปร่งทุกความลับ ได้รับมอบหมายคดีสำคัญที่สุดในชีวิต เขาถูกเรียกตัวเข้าสู่ห้องโถงใหญ่ของปราสาทเซเลสเทีย ที่นั่น เทพีอาร์เทมิส ถูกพบสิ้นชีพอย่างปริศนา ร่างของเธอนอนนิ่งอยู่กลางสวนดอกไม้ที่เคยเบ่งบาน แต่ตอนนี้กลีบดอกเหี่ยวเฉาไปหมด พลังชีวิตของเธอถูกดูดกลืนหายไปราวกับถูกสีสันบางอย่างกลืนกิน และที่สำคัญที่สุด พาเลตต์แห่งเทพีบลูม ซึ่งเธอหวงแหนยิ่งกว่าชีวิต ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย
“นี่ไม่ใช่การตายธรรมดา” เอลิออนพึมพำขณะตรวจสอบร่างของเทพี ผิวของเธอซีดเซียว แต่ยังคงเหลือร่องรอยของสีสันจาง ๆ บนเปลือกตา เหมือนเธอเพิ่งแต่งเติมพาเลตต์ก่อนตาย มีรอยแผลเล็ก ๆ ที่คอ คล้ายถูกเข็มแทง แต่ไม่มีเลือดไหล “ใครบางคนต้องการพาเลตต์นี้ และฆ่าเธอเพื่อมัน”
ผู้ต้องสงสัยหลักตกเป็นของ “ลอร์ดวาเลน” ปีศาจสูงศักดิ์จากอินเฟอร์โน ผู้ซึ่งเคยบุกขึ้นมาสู่เซเลสเทียหลายครั้งเพื่อแย่งชิงสมบัติศักดิ์สิทธิ์ พยานหลายคนเห็นเขาลอบแฝงเข้าใกล้สวนดอกไม้ในคืนเกิดเหตุ และมีข่าวลือว่าปีศาจฝั่งนรกกำลังวางแผนใช้พาเลตต์เพื่อเสริมพลังให้กองทัพ โดยสีชิมเมอร์ของมันสามารถสะกดจิตเทวทูตให้ทรยศฝ่ายตน เอลิออนเริ่มสืบสวนโดยลงไปยังชายแดนระหว่าง 2 อาณาจักร ที่นั่นเขาพบร่องรอยของปีกสีเลือดและกลิ่นกำมะถันติดอยู่ใกล้จุดเกิดเหตุ
ระหว่างการสอบสวน เอลิออนได้พบกับ “เซราฟิน่า” เทวทูตน้องสาวของเทพีอาร์เทมิส ผู้ซึ่งร้องไห้เสียใจอย่างหนัก เธอเล่าว่าเทพีเคยบอกว่าจะมอบพาเลตต์ให้เธอเป็นมรดก เพราะเซราฟิน่ามีพรสวรรค์ในการใช้สีสันสร้างภาพลวงตาที่หลอกลวงศัตรูได้ “พี่สาวกลัวว่าสงครามจะรุนแรงขึ้น ถ้าพาเลตต์ตกไปอยู่ในมือปีศาจ มันจะดูดซับพลังมืดจากนรกและทำให้สีของมันเข้มข้นยิ่งขึ้น จนควบคุมไม่ได้”
เอลิออนเดินทางลึกเข้าไปในอินเฟอร์โน โดยปลอมตัวเป็นปีศาจธรรมดา เขาเผชิญหน้ากับลอร์ดวาเลนในปราสาทหินดำ ลอร์ดวาเลนหัวเราะเยาะเมื่อถูกกล่าวหา “เจ้าคิดว่าข้าต้องการพาเลตต์งั้นหรือ? ข้าเกลียดสีสันฟุ้งเฟ้อพวกนั้น มันอ่อนแอเกินกว่าจะใช้ในสงคราม ข้าอยากได้แต่ดาบแห่งเปลวเพลิงต่างหาก” แต่เอลิออนสังเกตเห็นคราบสีน้ำตาลจาง ๆ ติดอยู่ที่นิ้วของลอร์ดวาเลน คล้ายหนึ่งในเฉดสีแมทต์ของพาเลตต์
การสืบสวนดำเนินไปอย่างตึงเครียด เอลิออนรวบรวมหลักฐานมากขึ้น มีพยานเห็นลอร์ดวาเลนถือกล่องลายดอกไม้สีทอง ซึ่งเป็นดีไซน์เฉพาะของพาเลตต์ และในคืนเกิดเหตุ มีประกายชิมเมอร์ลอยขึ้นจากสวนดอกไม้ราวกับถูกใช้เพื่อสะกดเทพีให้หลับสนิทก่อนลงมือฆ่า ทุกอย่างชี้ไปที่ลอร์ดวาเลนอย่างชัดเจน เอลิออนตัดสินใจบุกจับกุม โดยนำกองกำลังเทวทูตลงไปยังอินเฟอร์โน
แต่ในระหว่างการเผชิญหน้า ลอร์ดวาเลนยอมให้จับโดยไม่ขัดขืน และเมื่อเอลิออนค้นตัวเขา กลับไม่พบพาเลตต์ “เจ้าโง่จริง ๆ ” ลอร์ดวาเลนยิ้มเยาะ “ข้าไม่ได้ฆ่าเทพีเจ้า ข้าแค่มาดูความโกลาหลที่เกิดขึ้นเท่านั้น คราบสีที่นิ้วข้า? ข้าเก็บมาจากพื้นสวน เพื่อพิสูจน์ว่าฆาตกรตัวจริงอยู่ฝั่งเซเลสเทียต่างหาก”
เอลิออนชะงัก ร่องรอยทั้งหมดถูกจัดฉากให้ดูเหมือนฝีมือปีศาจ ประกายชิมเมอร์ที่เห็นนั้นไม่ใช่เพื่อสะกด แต่เพื่อลบร่องรอยต่างหาก และรอยแผลที่คอเทพีไม่ใช่เข็มปีศาจ แต่เป็นเข็มแต่งสีสันที่เทวทูตใช้กัน ฆาตกรตัวจริงคือเซราฟิน่า น้องสาวผู้ที่แสร้งร้องไห้ เธออิจฉาพี่สาวที่ได้รับการยกย่องเรื่องความงาม และต้องการพาเลตต์เพื่อขึ้นเป็นเทพีแห่งความงามคนใหม่ เธอวางแผนฆ่าโดยใช้สีแมทต์ดูดซับพลังชีวิตของพี่สาว แล้วจัดฉากให้ดูเหมือนปีศาจลงมือ เพื่อจุดชนวนสงครามใหญ่และปกปิดตัวเอง
เอลิออนรีบกลับสู่เซเลสเทีย เขาเผชิญหน้ากับเซราฟิน่าที่ห้องส่วนตัวของเธอ เธอยิ้มอย่างเย็นชา “เจ้ารู้แล้วสินะ แต่ช้าไปแล้ว” เธอเปิดเผยพาเลตต์ที่ซ่อนไว้ในกล่องลายดอกไม้ และเริ่มใช้สีชิมเมอร์สะกดจิตเอลิออน แต่ด้วยความมุ่งมั่น เขาต่อสู้กับภาพลวงตาและจับกุมเธอได้ในที่สุด สงครามที่เกือบปะทุถูกหยุดยั้ง และพาเลตต์ถูกนำกลับมาประกาศว่าเป็นสมบัติของเซเลสเทียตลอดกาล
อย่างไรก็ตาม ในคืนนั้น ขณะที่เอลิออนเฝ้าพาเลตต์เพียงลำพังในห้องนิรภัย เขาเปิดมันออกดูด้วยความอยากรู้ 12 เฉดสีเรียงรายอย่างงดงาม เขาลองปาดสีหนึ่งลงบนเปลือกตาตนเอง และในทันใด ความทรงจำที่หายไปกลับคืนมา เขาคือผู้สร้างพาเลตต์มาตั้งแต่แรก ในอดีตกาล เขาเป็นเทพผู้หลงรักเทพีอาร์เทมิส แต่ถูกเธอปฏิเสธ เขาจึงแอบผสมพลังมืดจากนรกเข้าไปในดินเหนียวอเมซอน เพื่อให้พาเลตต์ค่อย ๆ ดูดซับพลังชีวิตของผู้ใช้ที่ไม่คู่ควร
เซราฟิน่าไม่ได้ฆ่าเทพีโดยบังเอิญ เธอถูกสะกดจิตโดยพาเลตต์ที่เอลิออนซ่อนไว้ให้เธอพบ เขาวางแผนทุกอย่างเพื่อกำจัดเทพีที่เคยทรยศเขา และใช้เซราฟิน่าเป็นแพะรับบาป เมื่อสงครามเกือบเกิด เขาจะใช้พาเลตต์ที่ตอนนี้ดูดซับพลังจากความตายของเทพี เพื่อควบคุมทั้งสวรรค์และนรก ทำให้ตัวเองกลายเป็นผู้ปกครองสูงสุด
เอลิออนยิ้มในความมืด ดวงตาของเขาสะท้อนประกายชิมเมอร์จากสีที่เพิ่งแต่ง “ในที่สุด สีสันที่แท้จริงก็บานสะพรั่ง” พาเลตต์แห่งเทพีบลูมไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือแห่งความงาม แต่มันคืออาวุธที่รอคอยเจ้าของตัวจริงมาตลอดกาล
นิยาย พาเลตต์แห่งเทพีบลูม ปริศนาสีสันต้องห้าม บทสุดท้าย
ประกายชิมเมอร์จากสีที่เอลิออนปาดลงเปลือกตาตนเองแผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเหมือนไฟป่าที่ลุกโหม ดวงตาของเขาที่เคยสีเงินบริสุทธิ์ค่อย ๆ กลายเป็นสีน้ำตาลเข้มอมแดงราวกับดินเหนียวที่ถูกเผาไหม้ ความทรงจำที่หลงลืมไปนานกลับคืนมาอย่างสมบูรณ์ เขาคือผู้สร้างพาเลตต์นี้ตั้งแต่ยุคที่สวรรค์และนรกยังไม่แตกแยก เขาเคยเป็นเทพแห่งสมดุล ชื่อเดิมว่าเอลิออส ผู้หลงรักเทพีอาร์เทมิสอย่างลึกซึ้ง แต่เมื่อถูกเธอปฏิเสธเพราะเห็นว่าเขามีเลือดเนื้อเชื้อไขของทั้งสองฝั่ง เขาจึงแอบผสมพลังมืดจากอินเฟอร์โนลงในดินเหนียวอเมซอนศักดิ์สิทธิ์ สร้างพาเลตต์ที่ดูเหมือนเครื่องมือแห่งความงาม แต่แท้จริงคืออาวุธที่ดูดกลืนพลังชีวิตของผู้ใช้ที่ “ไม่คู่ควร” เพื่อรอวันที่เขาจะกลับมาเรียกร้องมัน
เอลิออนหัวเราะเบา ๆ ในห้องนิรภัยที่เงียบสงัด แสงจากพาเลตต์สาดส่องไปทั่วกำแพงคริสตัล ทำให้ปราสาทเซเลสเทียทั้งหลังสั่นสะเทือน เทวทูตยามรักษาการณ์ด้านนอกรู้สึกถึงพลังผิดปกติ รีบรุดเข้ามา แต่เมื่อประตูเปิดออก พวกเขากลับคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัว สีชิมเมอร์ที่ลอยออกจากพาเลตต์สะกดจิตพวกเขาให้ภักดีต่อเอลิออนในทันที “ในที่สุด” เขาพึมพำ “สีสันที่แท้จริงก็บานสะพรั่งเต็มที่”
ข่าวการทรยศของเอลิออนแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เหล่าเทพสูงสุดในเซเลสเทียตื่นตระหนก พวกเขาสั่งกองทัพเทวทูตบุกเข้าห้องนิรภัย แต่เอลิออนเพียงปาดสีแมทต์น้ำตาลเข้มลงบนฝ่ามือ แล้วเป่าร่องรอยสีนั้นออกไป พลังดูดซับทำให้ปีกของเทวทูตที่บุกเข้ามาเหี่ยวเฉา พวกเขาล้มลงนอนสิ้นชีพโดยไม่แม้แต่จะต่อสู้ ขณะเดียวกัน ในคุกใต้ดินของเซเลสเทีย เซราฟิน่าที่ถูกจองจำอยู่รู้สึกถึงพลังของพาเลตต์ที่คุ้นเคย มันกำลังเรียกเธอ แม้เธอจะเคยถูกมันสะกดจนกลายเป็นฆาตกร แต่ตอนนี้เธอตาสว่างแล้ว ความโกรธและความเสียใจต่อพี่สาวทำให้เธอต่อสู้กับภาพลวงตา เธอใช้ปีกที่ยังคงแข็งแรงกระแทกกำแพงคุกจนแตก และบินตรงไปยังห้องนิรภัย
แต่เซราฟิน่าไม่ได้ไปเพียงลำพัง ในอินเฟอร์โน ลอร์ดวาเลนที่ถูกปล่อยตัวหลังจากพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้ยินข่าวนี้เช่นกัน เขายิ้มมุมปาก “เทวทูตทรยศงั้นสินะ น่าสนใจ” เขารู้ดีว่าถ้าเอลิออนครองพาเลตต์ได้สำเร็จ นรกก็จะตกอยู่ในอันตรายเช่นกัน เพราะพลังดูดซับของมันไม่เลือกฝ่าย ลอร์ดวาเลนรวบรวมกองกำลังปีศาจที่แข็งแกร่งที่สุด แล้วเปิดประตูมิติบุกขึ้นสู่เซเลสเทียเป็นครั้งแรกโดยไม่ใช่เพื่อสงคราม แต่เพื่อร่วมมือกับศัตรูเก่า
การปะทะกันเกิดขึ้นหน้าห้องนิรภัย เอลิออนยืนถือพาเลตต์ไว้ในมือ 12 เฉดสีเรืองแสงเจิดจ้า เขาปาดสีชมพูอมส้มลงบนเปลือกตา ทำให้ร่างกายของเขาปล่อยประกายสะกดจิตออกไป เทวทูตและปีศาจจำนวนมากคุกเข่าลง แต่เซราฟิน่าและลอร์ดวาเลนต่อสู้กับภาพลวงตานั้นได้ เซราฟิน่าบินพุ่งเข้าหาเอลิออนด้วยความโกรธ “เจ้าใช้ข้าฆ่าพี่สาว! เจ้าทำลายทุกอย่าง!” เธอโจมตีด้วยพลังแสงบริสุทธิ์ที่เหลืออยู่ ขณะที่ลอร์ดวาเลนใช้เปลวไฟนรกเผาผลาญสีชิมเมอร์ที่ลอยฟุ้ง
เอลิออนหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง “พวกเจ้าไม่เข้าใจ พาเลตต์นี้สร้างมาเพื่อข้า! มันจะทำให้ข้ากลายเป็นผู้ปกครองสูงสุด สวรรค์และนรกจะรวมเป็นหนึ่งภายใต้สีสันของข้า!” เขาใช้สีแมทต์ดูดซับพลังจากศพของเทวทูตที่ล้มลง ร่างกายของเขาใหญ่โตขึ้น ปีกสีเงินกลายเป็นสีดำสนิทผสมประกายชิมเมอร์ เขาโจมตีกลับด้วยการเป่าสีน้ำตาลเข้มออกไป ทำให้พื้นดินเซเลสเทียแตกร้าวและดูดกลืนปีศาจหลายตัวเข้าไปในความมืด
การต่อสู้ดุเดือด เซราฟิน่าสูญเสียปีกข้างหนึ่งจากเปลวไฟของลอร์ดวาเลนที่พลาดเป้า แต่เธอไม่ยอมแพ้ เธอจำได้ว่าพี่สาวเคยเล่าให้ฟังถึงจุดอ่อนของพาเลตต์ “มันต้องการใจที่บริสุทธิ์ ถ้าใช้ด้วยความเกลียดชัง มันจะหันกลับมาทำลายเจ้าของ” เซราฟิน่ารวบรวมความกล้า บินเข้าใกล้เอลิออนและคว้าพาเลตต์จากมือเขา เธอไม่ปาดสีลงบนตัวเอง แต่โยนมันขึ้นฟ้าและใช้พลังแสงสุดท้ายยิงใส่ ลอร์ดวาเลนเห็นดังนั้นจึงเสริมด้วยเปลวไฟนรก ทั้งแสงสวรรค์และไฟนรกผสานกันพุ่งเข้าหาพาเลตต์
พาเลตต์สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง 12 เฉดสีเริ่มละลาย เอลิออนร้องคำรามด้วยความเจ็บปวด เพราะพลังที่ผูกมัดกับมันกำลังหันกลับมาดูดซับชีวิตเขาเอง “ไม่… ไม่ได้!” เขาพยายามคว้ามันคืน แต่สายเกินไป พาเลตต์แตกกระจายเป็นผงสีสันที่ลอยฟุ้งไปทั่วท้องฟ้า ผงสีเหล่านั้นตกลงสู่ป่าอเมซอนโบราณผ่านมิติที่เปิดออก ดินเหนียวศักดิ์สิทธิ์กลับคืนสู่ธรรมชาติ สมดุลระหว่างสวรรค์และนรกฟื้นฟูโดยไม่ต้องมีอาวุธใด ๆ ครอบงำ
เอลิออนล้มลง ร่างกายของเขาค่อย ๆ สลายกลายเป็นผงสีจาง ๆ หายไปพร้อมกับพาเลตต์ ความทรงจำสุดท้ายของเขาคือภาพของเทพีอาร์เทมิสที่เคยยิ้มให้เขาในอดีตกาล ก่อนที่ทุกอย่างจะกลายเป็นความแค้น
เซราฟิน่ายืนมองท้องฟ้าที่กลับมาสว่างไสว เธอหันไปมองลอร์ดวาเลนที่บาดเจ็บไม่ต่างกัน “เรา… ร่วมมือกันได้งั้นสินะ” ลอร์ดวาเลนยิ้มเยาะแต่ไม่เหยียดหยามเหมือนเคย “ชั่วคราวเท่านั้น เทวทูตน้อย แต่บางที สงครามนี้อาจไม่จำเป็นอีกต่อไป” เขาเปิดประตูมิติกลับนรก กองทัพทั้งสองฝั่งถอยทัพโดยไม่มีการปะทะเพิ่มเติม
หลายปีผ่านไป เซเลสเทียและอินเฟอร์โนเข้าสู่สนธิสัญญาสันติภาพครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เซราฟิน่าขึ้นเป็นเทพีแห่งความงามคนใหม่ เธอปกครองด้วยความเมตตาและเรียนรู้จากความผิดพลาดของพี่สาว ในป่าอเมซอน ดอกไม้สีสันสดใสเบ่งบานมากกว่าที่เคยเป็น ราวกับรำลึกถึงพาเลตต์ที่ครั้งหนึ่งเคยนำพาความโกลาหล แต่สุดท้ายก็พากลับคืนสู่ความสงบสุข
และในตำนานที่เล่าขานกันต่อมา ไม่มีใครกล่าวถึงพาเลตต์แห่งเทพีบลูมในฐานะอาวุธอีกต่อไป มันกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าของสีสันที่สวยงาม ซึ่งเตือนใจทุกคนว่าความงามที่แท้จริงมาจากใจที่บริสุทธิ์ ไม่ใช่จากพลังที่บิดเบี้ยว

