ทุกวันนี้เรื่องความปลอดภัยในบ้านหรือที่ทำงานถือว่าสำคัญมาก ๆ ยิ่งใครที่อยากได้กล้องวงจรปิดที่ติดตั้งง่าย ไม่ต้องลากสายให้ยุ่งยาก รุ่นที่เชื่อมต่อไวไฟได้คือคำตอบเลยครับ เพราะนอกจากจะสะดวกแล้ว ยังช่วยให้เราดูภาพสด ๆ ผ่านมือถือได้ทุกที่ทุกเวลา
วันนี้มีสองรุ่นที่น่าสนใจ คือ Camera Home Security Wifi และ EAKER SCM01 Smart Camera ทั้งคู่เป็นกล้องวงจรปิดไร้สายที่คมชัดระดับ Full HD 1080p พร้อมโหมดกลางคืนที่เห็นภาพได้ชัดแม้ในที่มืด และยังมีไมโครโฟนในตัว ทำให้ได้ทั้งภาพและเสียงครบ ๆ ไม่ต้องซื้ออะไรเพิ่ม ส่วนรุ่น EAKER SCM01 ก็มีความอัจฉริยะ ใช้งานง่าย แถมมีคู่มือภาษาไทยให้ด้วย เหมาะกับคนที่อยากติดตั้งเองแบบไม่ต้องงงกับเมนูภาษาอังกฤษ
ถ้าใครกำลังมองหากล้องวงจรปิดไร้สายที่ใช้งานง่าย เชื่อมต่อไวไฟได้ทันที และให้ภาพคมชัดทั้งกลางวันกลางคืน สองรุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์มาก ๆ เลย จะเลือก Camera Home Security Wifi ที่ครบเครื่อง หรือ EAKER SCM01 Smart Camera ที่มาพร้อมคู่มือภาษาไทย ก็แล้วแต่ความสะดวกของแต่ละคน แต่ไม่ว่าจะเลือกตัวไหน ก็ช่วยเพิ่มความอุ่นใจให้กับบ้านและครอบครัวได้แน่นอนครับ
กล้องวงจรปิดไร้สาย ติดตั้งเองได้ไม่ง้อช่าง นอนหลับปุ๋ย เพราะมีตัวช่วยเฝ้าบ้าน โหมดกลางคืนชัดแจ๋ว แถมพูดโต้ตอบได้ด้วย
เปรียบเทียบกล้องวงจรปิดไร้สาย EAKER SCM01 และ SCM02
| คุณสมบัติ | EAKER SCM01 | EAKER SCM02 |
|---|---|---|
| ชื่อสินค้า | EAKER Wi-Fi Smart Home Camera รุ่น SCM01 (แบบ Fixed) | EAKER Wi-Fi Smart Home Camera รุ่น SCM02 (แบบ Pan/Tilt) |
| ความละเอียดภาพ | Full HD 1080p (1920×1080 พิกเซล) | Full HD 1080p (1920×1080 พิกเซล) |
| การเชื่อมต่อ | Wi-Fi ไร้สาย รองรับแอพ TUYA / Smart Life, Alexa, Google Home | Wi-Fi ไร้สาย รองรับแอพ TUYA / Smart Life, Alexa, Google Home |
| การหมุนกล้อง | 135 องศา (ปรับผ่านแอพ) | 135 องศา (ปรับผ่านแอพ รองรับ Pan/Tilt เต็มรูปแบบ) |
| โหมดกลางคืน | Night Vision อินฟราเรด IR-CUT ระยะ 5 เมตร (ไม่ปล่อยรังสีอันตราย) | Night Vision อินฟราเรด ระยะ 5 เมตร |
| ไมโครโฟนและลำโพง | ในตัว รองรับการสื่อสารเสียงสองทาง (Two Way Audio) | ในตัว รองรับการสื่อสารเสียงสองทาง |
| การตรวจจับการเคลื่อนไหว | มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ ประมวลผลเร็ว ส่งแจ้งเตือนพร้อมภาพทันที | มีเซ็นเซอร์อัจฉริยะ พร้อม Motion Tracking (หมุนตามวัตถุอัตโนมัติ) |
| การบันทึกข้อมูล | รองรับ Micro SD / TF Card สูงสุด 128GB และ Cloud Storage | รองรับ TF Card สูงสุด 128GB และ Cloud Storage |
| ฟังก์ชันเพิ่มเติม | บันทึกวีดีโอ/ถ่ายรูป, ดูสด 24 ชม., แชร์หลายอุปกรณ์, สแกน QR Code เชื่อมต่อ | บันทึกวีดีโอ/ถ่ายรูป, ดูสดและควบคุมระยะไกล, สแกน QR Code, ติดตั้งกลับหัวได้ |
| กำลังไฟ | DC 5V 1A | DC 5V 1A |
| ขนาดกล้อง | 80 x 114 x 32 มม. (ดีไซน์แบนบาง) | 65 x 65 x 110 มม. (ดีไซน์กะทัดรัดแบบลูกบอล) |
| การติดตั้ง | ง่าย วางได้หลายตำแหน่ง มีคู่มือภาษาไทย | ง่าย รองรับติดตั้งกลับหัวหรือเพดาน มีคู่มือภาษาไทย |
| อุปกรณ์ในกล่อง | ตัวกล้อง 1 ชิ้น, คู่มือภาษาไทย 1 เล่ม | ตัวกล้อง 1 ชิ้น, คู่มือภาษาไทย 1 เล่ม |
นิยาย เลนส์แห่งความรู้แจ้ง
“ดร.ธนัต ถาวรชาติ” อดีตศัลยแพทย์สมองชั้นนำที่ผันตัวมาเป็นนักปรัชญา เคยเขียนหนังสือเล่มสำคัญชื่อ การเฝ้ามองและจิตสำนึก ซึ่งโต้แย้งว่ามนุษย์จะเข้าใจตัวเองได้อย่างแท้จริงก็ต่อเมื่อถูกมองจากภายนอกอย่างต่อเนื่อง เขาเชื่อว่าความเป็นส่วนตัวคือภาพลวงตาที่ขวางกั้นการรู้แจ้ง และการบันทึกชีวิตทุกห้วงยามคือหนทางสู่ความจริงสูงสุด
หลังจากลาออกจากโรงพยาบาลใหญ่เมื่อ 10 ปีก่อน เพราะขัดแย้งกับคณะกรรมการจริยธรรมเรื่องการทดลองบันทึกสัญญาณสมองของผู้ป่วยระยะสุดท้ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ธนัตย้ายไปอยู่บ้านไม้เก่าสองชั้นในชนบทห่างไกล ภายในบ้านเต็มไปด้วยหนังสือปรัชญาเก่าและอุปกรณ์การแพทย์ที่เขาเก็บสะสมไว้ เขาใช้ชีวิตอย่างสันโดษ อ่านหนังสือ เขียนบันทึก และทดลองกับตัวเองอย่างเงียบๆ
2 ปีที่แล้ว ธนัตเริ่มมีอาการแปลกๆ ความจำสั้นลงเป็นช่วงๆ บางครั้งตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองยืนอยู่หน้าตู้เย็นโดยไม่รู้ว่ามาเพื่ออะไร เขารู้ดีว่านี่อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมชนิดที่เขาเคยรักษาคนไข้มาแล้วนับร้อย เขาตัดสินใจติดตั้งกล้องวงจรปิดไร้สายเพื่อบันทึกชีวิตตัวเองตลอดเวลา หวังว่าจะได้ข้อมูลมาศึกษาอาการของตนเองเหมือนที่เคยทำกับคนไข้
เขาเลือกกล้อง 2 รุ่นจากแบรนด์ EAKER ที่เพิ่งออกใหม่ รุ่นแรกคือ SCM01 ดีไซน์แบนบาง วางได้ทุกที่ ภาพชัด Full HD 1080p มองเห็นกลางคืนได้ห้าเมตรด้วยอินฟราเรดที่ไม่เป็นอันตรายต่อดวงตา เขาติดตั้งไว้ตามจุดคงที่ เช่น ห้องนั่งเล่น ห้องครัว และห้องทำงาน เพื่อเก็บภาพมุมกว้างแบบไม่ต้องปรับบ่อย รุ่นที่ 2 คือ SCM02 ทรงกลมกะทัดรัด หมุนได้รอบทิศทาง 135 องศา มีฟังก์ชันติดตามการเคลื่อนไหวอัตโนมัติ เขาติดตั้งตัวนี้ในห้องนอนและห้องทดลองใต้ถุนบ้าน ซึ่งเป็นที่ที่เขาทำการทดสอบยาตัวใหม่ที่พัฒนาขึ้นเอง
ทุกเช้า ธนัตจะเปิดแอพ Smart Life บนโทรศัพท์ ดูภาพย้อนหลังจากทั้ง 2 กล้อง ภาพชัดเจน เสียงสนทนาสองทางทำงานได้ดี เขาเคยทดสอบโดยพูดกับตัวเองหน้ากล้อง SCM02 แล้วฟังเสียงตัวเองตอบกลับจากโทรศัพท์ เหมือนคุยกับคนอีกคน ความรู้สึกนั้นทำให้เขายิ้มอย่างพอใจ นี่แหละคือการเฝ้ามองที่แท้จริง
วันหนึ่ง ขณะดูภาพย้อนหลังช่วงดึก ธนัตสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ ในคลิปจากกล้อง SCM02 ห้องทดลองใต้ถุนบ้าน มีภาพเขายืนอยู่หน้าตู้เก็บยา แต่เขาจำไม่ได้เลยว่าลงไปที่นั่นเมื่อคืน เขาเปิดดูซ้ำหลายรอบ ภาพชัดเจน เขาในชุดนอนสีขาว กำลังหยิบขวดยาสีฟ้าออกมา เปิดฝา แล้วยกดื่มอะไรบางอย่าง เขานั่งนิ่งอยู่นาน ความทรงจำว่างเปล่า
จากนั้นอาการเริ่มหนักขึ้น บางคืนเขาตื่นมาเพราะเสียงแจ้งเตือนจากโทรศัพท์ กล้อง SCM02 ตรวจจับการเคลื่อนไหวในห้องทดลอง เขาเปิดดูภาพสด เห็นตัวเองเดินไปมา พึมพำอะไรบางอย่างที่ไมค์จับไม่ได้ชัด เขารีบวิ่งลงไปดู แต่เมื่อถึงห้องทดลอง ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีใคร เขากลับขึ้นมาเปิดดูคลิปย้อนหลังอีกครั้ง ภาพแสดงว่าเขาเดินเข้าไปในห้อง แล้วหายไปจากเฟรมราว 10 นาที ก่อนจะเดินออกมาพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ บนใบหน้า
ธนัตเริ่มสงสัยว่าตัวเองอาจกำลังเดินละเมอ หรือแย่กว่านั้น คืออาการของโรคดำเนินเร็วเกินคาด เขาเพิ่มความถี่ในการดูภาพย้อนหลังทุกวัน กล้องทั้ง 2 ตัวทำงานสมบูรณ์แบบ SCM01 จับภาพมุมกว้างในบ้านชั้นบนได้ครบทุกมุม SCM02 หมุนตามการเคลื่อนไหวของเขาได้อย่างแม่นยำ เขาเริ่มเขียนบันทึกเปรียบเทียบอาการกับข้อมูลจากกล้อง เหมือนกำลังเขียนชีวประวัติของโรคที่กำลังกลืนกินตัวเอง
คืนหนึ่ง ฝนตกหนัก ไฟดับทั้งหมู่บ้าน กล้องทั้ง 2 ตัวหยุดทำงานชั่วคราวเพราะต้องรีเซ็ตไวไฟใหม่ เมื่อไฟกลับมา ธนัตเปิดแอพดูภาพทันที แล้วเขาก็ต้องตัวแข็ง มีคลิปใหม่จากกล้อง SCM02 ความยาว 3 นาที แสดงภาพเขานั่งอยู่ที่โต๊ะทดลอง กำลังฉีดยาเข็มหนึ่งเข้าเส้นเลือดแขนตัวเอง เขาจำได้ทันที นั่นคือยาที่เขาพัฒนาขึ้นเพื่อชะลอการเสื่อมของเซลล์สมอง สูตรที่ยังไม่ผ่านการทดสอบในมนุษย์ เขาเคยฉีดให้หนูทดลองจนตายเกือบหมด เขาไม่เคยคิดจะใช้กับตัวเอง
แต่ภาพมันชัดเจน เขาทำจริงๆ ในคืนที่ไฟดับ
ธนัตเริ่มตื่นตระหนก เขาเปิดดูคลิปเก่าๆ ย้อนไปหลายเดือน พบรูปแบบซ้ำๆ ทุกครั้งที่มีอาการความจำว่างเปล่า จะมีคลิปที่เขาลงไปในห้องทดลอง หยิบยา ฉีดยา หรือแม้แต่จดอะไรบางอย่างในสมุดบันทึกที่เขาไม่เคยเปิดอ่าน เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่า โรคไม่ได้ทำให้เขาลืม แต่ทำให้เขามีอีกบุคลิกหนึ่งที่ตื่นขึ้นมาในช่วงที่จิตสำนึกหลักหลับไป บุคลิกนั้นเชื่อในปรัชญาของเขาเองอย่างสุดโต่ง มันเชื่อว่าต้องทดลองกับตัวเองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีการเฝ้ามองและการรู้แจ้งตนเอง
เขานั่งหน้าจอ มองภาพตัวเองในกล้อง SCM01 ที่วางอยู่บนชั้นหนังสือ ภาพสะท้อนใบหน้าที่เหนื่อยล้า เขาตัดสินใจว่าจะต้องหยุดบุคลิกนั้น เขาล็อกประตูห้องทดลอง ซ่อนกุญแจ และตั้งรหัสผ่านใหม่ในแอพกล้องเพื่อไม่ให้ตัวเองเข้าถึงการควบคุมได้ง่าย
แต่ 3 วันต่อมา อาการหนักขึ้น เขาตื่นมาเจอตัวเองนอนอยู่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์ ในหน้าจอเปิดคลิปใหม่จากกล้อง SCM02 คลิปนั้นแสดงภาพเขากำลังงัดล็อกประตูห้องทดลองด้วยเครื่องมือที่เขาไม่รู้ว่าซ่อนไว้ที่ไหน เขาเดินเข้าไป หยิบขวดยาขวดใหม่ แล้วฉีดยาเข็มใหญ่เข้าเส้นเลือดคอตัวเอง ภาพจบลงด้วยรอยยิ้มที่สงบสุขอย่างน่ากลัว
ธนัตทรุดลงกับพื้น เขาเข้าใจแล้วว่าบุคลิกที่ 2 ไม่ได้แค่เชื่อในปรัชญาของเขา มันคือตัวเขาเองในเวอร์ชันที่ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อความจริงสูงสุด มันกำลังเร่งการทดลองให้จบเร็วขึ้น เพราะรู้ว่าเวลาของร่างกายนี้เหลือน้อย
เขาคิดว่าจะทำลายกล้องทั้ง 2 ตัว เพื่อตัดการบันทึกที่เป็นพยาน แต่สุดท้ายก็หยุดมือไว้ เขาต้องการเห็นจุดจบด้วยตาตัวเอง เขาต้องการให้มีหลักฐานว่าทฤษฎีของเขาถูกหรือผิด
คืนสุดท้าย ธนัตนั่งอยู่ในห้องทำงาน มองกล้อง SCM01 ที่จับภาพเขาแบบอยู่กับที่ เขาเปิดการสนทนาสองทางกับกล้อง SCM02 ที่ห้องทดลองด้านล่าง แล้วพูดออกไปเบาๆ
“ถ้าคุณคือฉันจริงๆ บอกมาสิ ว่าเราจะไปถึงความรู้แจ้งกันหรือยัง”
เสียงตอบกลับมาจากลำโพงในโทรศัพท์ เสียงของเขาเอง แต่เย็นชาและหนักแน่นกว่า
“ใกล้แล้ว เพื่อนเอ๋ย อีกแค่ขวดสุดท้าย เราจะรู้ทุกอย่าง”
ธนัตยิ้ม เขาลุกขึ้น เดินลงบันไดไปช้าๆ กล้อง SCM02 หมุนตามการเคลื่อนไหวของเขาอย่างว่าง่าย ภาพชัดเจน เสียงไมค์จับทุกย่างก้าว
เมื่อเขาถึงห้องทดลอง เขาหยิบขวดสุดท้ายขึ้นมา มองตรงไปที่เลนส์กล้อง แล้วยกฉีดยาเข้าหลอดเลือดดำอย่างไม่ลังเล
ภาพจากกล้องทั้ง 2 ตัวยังคงบันทึกต่อไป ภาพคนที่นั่งลงช้าๆ หลับตา รอยยิ้มบางๆ ปรากฏบนใบหน้า ราวกับกำลังเข้าถึงความรู้ที่เขาตามหามาทั้งชีวิต
แต่สิ่งที่ไม่มีใครรู้ แม้แต่ตัวธนัตเอง คือ ยาที่เขาฉีดในคืนสุดท้ายไม่ใช่ยาชะลอโรคสมองเสื่อม มันคือยาที่เขาพัฒนาขึ้นอีกตัวหนึ่งตั้งแต่แรก เพื่อลบบุคลิกที่ 2 ออกไปอย่างถาวร เขาในบุคลิกหลักแอบสลับขวดยามาตั้งแต่หลายวันก่อน โดยใช้ช่วงที่บุคลิกที่ 2 หลับไป
กล้องบันทึกภาพเขานั่งนิ่งอยู่นานหลายชั่วโมง แต่เมื่อแสงเช้าสาดส่องเข้ามา ธนัตก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าสงบเรียบ เขาเดินขึ้นมา เปิดแอพดูภาพย้อนหลัง แล้วเห็นตัวเองฉีดยาเข็มสุดท้าย
เขายิ้มกว้าง เพราะครั้งนี้ เขาจำได้ทุกอย่าง
บุคลิกที่ 2 หายไปแล้ว เหลือเพียงเขาในเวอร์ชันที่รู้แจ้งอย่างแท้จริง ว่าการเฝ้ามองไม่ได้นำไปสู่ความจริงเสมอไป บางครั้งมันแค่สร้างภาพลวงตาที่สวยงามให้เราเชื่อเอง
เขาปิดแอพกล้อง ทิ้งโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกจากบ้านไปสู่วันใหม่ โดยไม่หันกลับมามองเลนส์ที่เคยเป็นพยานในสงครามภายในจิตใจของเขาอีกเลย
นิยาย เลนส์แห่งความรู้แจ้ง บทสุดท้าย
แสงแดดยามเช้าของฤดูใบไม้ผลิสาดส่องผ่านหน้าต่างห้องเช่าเล็กๆ ในกรุงเทพฯ ธนัต ถาวรชาติ นั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ หน้าจอสะท้อนใบหน้าที่ดูสงบสุขกว่าที่เคยเป็นมาในรอบหลายปี เขาไม่ได้กลับไปที่บ้านไม้เก่าหลังนั้นอีกเลยหลังจากวันนั้น วันที่เขาปิดแอพกล้อง ทิ้งโทรศัพท์เครื่องเก่าไว้บนโต๊ะ แล้วเดินออกไปโดยไม่หันกลับมามอง เขาเลือกที่จะเริ่มต้นใหม่ในเมืองใหญ่ ที่ซึ่งไม่มีเลนส์ใดๆ จับจ้องเขาอีก
หลายเดือนผ่านไป ธนัตกลับมาเขียนหนังสืออีกครั้ง ไม่ใช่หนังสือปรัชญาหนักๆ ที่เต็มไปด้วยทฤษฎีเชิงนามธรรม แต่เป็นบันทึกส่วนตัวที่เขาเรียกว่า บันทึกจากการเฝ้ามองตนเอง เขาเขียนถึงประสบการณ์ของตัวเองอย่างเปิดเผย โดยไม่ระบุชื่อจริงหรือรายละเอียดที่อาจทำให้คนจับได้ว่าเป็นเขา เขาเล่าถึงการต่อสู้ภายในจิตใจ การที่มนุษย์เรามีหลายบุคลิกซ่อนอยู่ และการที่เทคโนโลยีอย่างกล้องวงจรปิดไร้สายสามารถเปิดเผยสิ่งที่เราซ่อนไว้จากตัวเองได้ เขาไม่กล่าวถึงยาที่เขาฉีด ไม่กล่าวถึงห้องทดลองใต้ถุนบ้าน แต่เขาย้ำเสมอว่า การรู้แจ้งตนเองไม่ได้มาจากการเฝ้ามองอย่างเดียว มันมาจากการยอมรับความมืดมิดภายใน
หนังสือเล่มนั้นกลายเป็นที่พูดถึงอย่างรวดเร็วในวงการปรัชญาและจิตวิทยา คนอ่านจำนวนมากส่งจดหมายมาหาเขา บางคนบอกว่าหนังสือช่วยให้พวกเขาเผชิญหน้ากับตัวเอง บางคนถามว่าทำไมเขาถึงหยุดเชื่อในทฤษฎีเก่าเกี่ยวกับการเฝ้ามองอย่างต่อเนื่อง ธนัตตอบจดหมายทุกฉบับด้วยความอดทน เขาเขียนว่าประสบการณ์ส่วนตัวทำให้เขาเปลี่ยนความคิด การเฝ้ามองมากเกินไปอาจไม่นำไปสู่ความจริง แต่นำไปสู่ความหลงผิดที่สวยงามแทน
วันหนึ่ง สำนักพิมพ์ติดต่อมา ขอให้เขาไปบรรยายในงานสัมมนาวิชาการเรื่องจิตสำนึกและเทคโนโลยี ธนัตลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตกลง เขายืนอยู่บนเวทีต่อหน้าผู้ฟังนับร้อย เล่าเรื่องการทดลองกับตัวเองโดยใช้กล้อง EAKER 2 รุ่นนั้นเป็นตัวอย่าง เขาพูดถึง SCM01 ที่วางคงที่ จับภาพมุมกว้างได้ครบทุกซอกทุกมุม และ SCM02 ที่หมุนตามการเคลื่อนไหว ตรวจจับทุกอย่างได้อย่างแม่นยำ เขาไม่ได้บอกว่ามันเกิดขึ้นกับตัวเขาเอง แต่ผู้ฟังหลายคนดูเหมือนจะเข้าใจในระดับลึก เขาพูดจบด้วยประโยคที่ว่า “เลนส์อาจแสดงความจริงให้เราเห็น แต่บางครั้งความจริงนั้นคือสิ่งที่เราสร้างขึ้นเองเพื่อหลอกตัวเรา”
หลังงานบรรยาย มีชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินมาหาเขา ชายผู้นั้นตัวสูง ผอมบาง สวมแว่นหนา ใบหน้าดูคุ้นเคยแต่ธนัตนึกไม่ออกว่าจากไหน “ศาสตราจารย์ธนัตครับ ผมอ่านหนังสือของท่านแล้ว มันเปลี่ยนชีวิตผมเลย” ชายคนนั้นพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ “ผมเคยมีอาการเหมือนที่ท่านเล่า ความจำว่างเปล่า บุคลิกที่ตื่นขึ้นมาทำสิ่งที่ตัวหลักไม่รู้ตัว”
ธนัตยิ้มอย่างเกรงใจ “ดีใจที่ช่วยได้ครับ คุณรักษาหายแล้วใช่ไหม”
ชายคนนั้นหัวเราะเบาๆ “หายครับ เพราะผมทำตามที่ท่านเคยเชื่อในหนังสือเก่าๆ ผมติดตั้งกล้องเหมือนกัน EAKER SCM02 ตัวนั้นแหละ หมุนตามผมได้ทุกที่ ผมบันทึกทุกอย่าง แล้วผมก็เห็นตัวเองทำสิ่งที่ไม่ควรทำ”
ธนัตเริ่มรู้สึกขนลุก “แล้วคุณแก้ยังไง”
“ผมไม่แก้ครับ ผมยอมรับมัน มันคือส่วนหนึ่งของผม และตอนนี้ ผมรู้แจ้งแล้ว”
ชายคนนั้นยื่นมือมาจับไหล่ธนัตเบาๆ แล้วกระซิบ “ขอบคุณที่เป็นแรงบันดาลใจนะครับ ศาสตราจารย์”
ธนัตกลับถึงห้องเช่าตอนดึก เขานั่งนิ่งอยู่นาน ความรู้สึกแปลกๆ เริ่มก่อตัวในอก เขาไม่ได้สัมผัสโทรศัพท์เครื่องเก่ามาหลายเดือน แต่คืนนั้น เขารู้สึกอยากตรวจอะไรบางอย่าง เขาหยิบแล็ปท็อปขึ้นมา ล็อกอินเข้าบัญชีคลาวด์สตอเรจเก่าที่เขาใช้กับกล้อง EAKER โดยไม่รู้ตัวว่าทำไมถึงจำรหัสผ่านได้
หน้าจอแสดงรายการไฟล์เก่าๆ และมีไฟล์ใหม่ที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน คลิปวีดีโอจากกล้อง SCM02 ในบ้านเก่า วันที่หลังจากที่เขาออกจากบ้านไปแล้วหลายเดือน
เขากดเปิดด้วยมือที่สั่น
ภาพในคลิปแสดงห้องทดลองใต้ถุนบ้านที่ว่างเปล่า ฝุ่นจับหนา แต่แล้วประตูก็เปิดออก มีคนเดินเข้ามา เป็นชายคนเดียวกับที่เจอในงานบรรยายวันนี้ เขาเดินตรงไปที่โต๊ะทดลอง หยิบสมุดบันทึกเก่าของธนัตขึ้นมา อ่านอย่างช้าๆ แล้วยิ้ม
จากนั้นเขาหันมามองตรงเลนส์กล้อง SCM02 ที่ยังทำงานอยู่เพราะเชื่อมต่อคลาวด์อัตโนมัติ แล้วพูดออกมาเบาๆ “ศาสตราจารย์ครับ ทฤษฎีของท่านถูกต้องนะครับ การเฝ้ามองนำไปสู่ความรู้แจ้งจริงๆ ผมพิสูจน์ให้ท่านดูแล้ว”
ชายคนนั้นหยิบขวดยาที่เหลืออยู่ขวดหนึ่งขึ้นมา มองมันนานๆ แล้วยกฉีดเข้าหลอดเลือดตัวเองอย่างไม่ลังเล ภาพสั่นไหวเล็กน้อยเพราะกล้องตรวจจับการเคลื่อนไหว เขานั่งลงช้าๆ หลับตา รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า
แต่คลิปไม่ได้จบแค่นั้น หลังจากเงียบไปหลายนาที ชายคนนั้นก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าสงบเรียบ เขาลุกขึ้น เดินไปที่กล้อง SCM02 แล้วพูดตรงๆ เข้าเลนส์
“ตอนนี้ผมรู้ทุกอย่างแล้ว ขอบคุณที่ทิ้งรหัสคลาวด์ไว้ให้ผมเข้าถึงนะครับ ผมคือคนไข้คนสุดท้ายที่ท่านเคยทดลองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำได้ไหมครับ ท่านฉีดยาให้ผมเมื่อสิบปีก่อน แล้วผมก็มีบุคลิกที่ 2 ตื่นขึ้นมาเหมือนท่านเลย”
ธนัตตัวแข็งทื่อ ชายคนนั้นคือคนไข้ที่เขาเคยรักษาในโรงพยาบาลใหญ่ คนที่ทำให้เขาถูกไล่ออก เพราะเขาทดลองบันทึกสัญญาณสมองและฉีดยาทดลองโดยไม่บอกใคร
“ผมตามหาท่านมานาน แล้วหนังสือของท่านก็พาผมมาถึงที่นี่ ผมทำตามที่ท่านทำ ฉีดยาขวดสุดท้ายที่ท่านสลับไว้เพื่อลบบุคลิกที่ 2 แต่ของผม มันทำให้บุคลิกที่แท้จริงกลับมาแทน”
ชายคนนั้นยิ้มกว้าง “บุคลิกที่เชื่อในปรัชญาของท่านอย่างสุดโต่ง ตอนนี้ผมรู้แจ้งแล้ว และผมจะสานต่อสิ่งที่ท่านเริ่มไว้”
เขายกมือขึ้นทำท่าลา แล้วเดินออกจากห้องทดลอง กล้อง SCM02 หมุนตามเขาไปจนสุดระยะ แล้วภาพก็ค้างอยู่ที่ประตูที่ปิดลงช้าๆ
ธนัตนั่งนิ่งอยู่นาน เขาปิดแล็ปท็อป ลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองออกไปยังถนนที่พลุกพล่านด้านล่าง เขาเข้าใจแล้วว่าการเฝ้ามองไม่ได้จบลงเมื่อเขาปิดกล้อง มันแพร่กระจายไปยังคนอื่นๆ ผ่านความคิด ผ่านหนังสือ ผ่านเทคโนโลยีที่เขานำมาใช้
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา ลบแอพทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคลาวด์ ลบบัญชีเก่า แล้ววางมันลง เขาไม่กลัวอีกต่อไป เพราะเขารู้ว่าบุคลิกที่ 2 ของเขาไม่ได้หายไปไหน มันแค่กลายเป็นส่วนหนึ่งของเขา ที่สงบและยอมรับความจริง
ความจริงที่ว่า มนุษย์เราไม่มีวันรู้แจ้งตัวเองอย่างแท้จริง เพราะทุกครั้งที่เรามองตัวเอง เราก็สร้างภาพใหม่ขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง
ธนัตเดินไปที่โต๊ะเขียนหนังสือ หยิบปากกาขึ้นมา แล้วเริ่มเขียนบทส่งท้ายของหนังสือเล่มใหม่ “เลนส์อาจแตกสลายได้ แต่ภาพที่มันสะท้อนไว้จะอยู่ตลอดไป ไม่ใช่ในตัวเรา แต่ในคนที่มองตามมา”
เขายิ้มให้กับตัวเองในกระจกเงา ไม่มีกล้องจับภาพครั้งนี้ และนั่นคือความรู้แจ้งที่แท้จริงครั้งแรกของเขา
ตัวละครหลักในนิยาย “เลนส์แห่งความรู้แจ้ง”
ดร.ธนัต ถาวรชาติ (เพศชาย)
อดีตศัลยแพทย์สมองที่ผันตัวเป็นนักปรัชญา ชาญฉลาดหลักแหลม หมกมุ่นกับแนวคิดเรื่องการเฝ้ามองตนเองและจิตสำนึก มีความโดดเดี่ยว สันโดษ และขัดแย้งภายในจิตใจอย่างลึกซึ้ง ชอบทดลองกับความคิดและร่างกายตัวเองเพื่อพิสูจน์ทฤษฎี มักแสดงออกถึงความสงบเยือกเย็นแต่ซ่อนความเปราะบางและความกลัวการสูญเสียการควบคุมไว้
ชายวัยกลางคน (คนไข้เก่า) เพศชาย
บุคคลลึกลับที่ได้รับอิทธิพลอย่างลึกจากงานของธนัต มีความมุ่งมั่นสูง เงียบขรึม และแสดงถึงความเคารพผสมความหมกมุ่นต่อปรัชญาการเฝ้ามองตนเอง เป็นคนที่มีประสบการณ์คล้ายคลึงกันในอดีต ทำให้มีความเข้าใจธนัตในระดับที่ลึกและน่ากลัว
(ตัวละครอื่นๆ ในเรื่องเป็นเพียงตัวประกอบที่ไม่มีชื่อชัดเจนและบทบาทรอง)
บทวิจารณ์นิยาย “เลนส์แห่งความรู้แจ้ง”
นิยายเรื่องนี้เป็นการผสมผสานแนวระทึกขวัญทางการแพทย์ (Medical Thriller) เข้ากับชีวประวัติของนักคิดปรัชญาได้อย่างลงตัวและน่าติดตาม ผู้เขียนนำเสนอตัวเอกที่เป็นทั้งแพทย์และนักปรัชญาผ่านมุมมองที่ลึกซึ้ง ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเหมือนกำลังติดตามชีวิตจริงของบุคคลที่มีความขัดแย้งภายในจิตใจอย่างเข้มข้น การใช้กล้องวงจรปิดไร้สาย EAKER สองรุ่น (SCM01 และ SCM02) เป็นอุปกรณ์หลักในเรื่อง ถือเป็นจุดเด่นที่ชาญฉลาด เพราะมันไม่ใช่แค่เครื่องมือสืบสวน แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการเฝ้ามองตนเอง การสูญเสียความเป็นส่วนตัว และการสำรวจจิตสำนึกมนุษย์ในยุคเทคโนโลยี
จุดแข็งของเรื่องอยู่ที่การสร้างบรรยากาศตึงเครียดค่อยเป็นค่อยไป ผู้อ่านจะรู้สึกอึดอัดและสงสัยไปพร้อมกับตัวเอก โดยไม่ต้องพึ่งความรุนแรงหรือฉากแอคชั่นมากนัก แต่ใช้ความเงียบ ความโดดเดี่ยว และการตั้งคำถามทางปรัชญาเป็นตัวขับเคลื่อน ความยาวของเรื่องที่แบ่งเป็นสองส่วน (ส่วนหลักและตอนจบ) ช่วยให้เนื้อเรื่องไหลลื่นและสมบูรณ์ โดยไม่ยืดเยื้อเกินไป
ด้านปรัชญา เรื่องนี้สำรวจประเด็นเรื่อง “การรู้แจ้งตนเอง” ได้อย่างน่าสนใจ โดยตั้งคำถามว่าการบันทึกและเฝ้ามองชีวิตตัวเองอย่างต่อเนื่องจะนำไปสู่ความจริงหรือเพียงภาพลวงตาเพิ่มขึ้น การผสมผสานความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับสมองและโรคทางจิต ทำให้เรื่องมีความน่าเชื่อถือและให้ความรู้สึก realistic สูง
ข้อเสียเล็กน้อยคือบางช่วงอาจหนักไปทางบรรยายความคิดภายในมากเกิน ทำให้จังหวะช้าลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วเป็นนิยายที่ทิ้งความคิดให้ผู้อ่านนำไปขบคิดต่อได้ยาวนาน เหมาะสำหรับคนชอบแนว psychological thriller ที่เน้นจิตวิทยาลึกๆ มากกว่าความตื่นเต้นแบบผิวเผิน คะแนนรวม 8.5/10 คุ้มค่ากับการอ่านสำหรับคนที่สนใจเรื่องจิตใจมนุษย์และผลกระทบของเทคโนโลยีต่อความเป็นตัวตน
