การเปิดศึกกลางบ้าน
ภายมาในบ้านที่บรรยากาศมืดสลัวและตึงเครียด ลูกสาวนั่งดักรอ แม่ ที่กำลังจะย่องออกจากบ้านด้วยชุดขาว (เหมือนคนไปปฏิบัติธรรม) ลูกสาวเปิดประโยคคลาสสิกว่า “แม่จะไปไหน!” ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนนางเอกที่กำลังถูกแม่ทอดทิ้ง
ลูกสาวเริ่มไล่ต้อนแม่ว่าช่วงนี้แม่เปลี่ยนไป ไม่ค่อยอยู่บ้าน แอบไปหาผู้ชายที่ชื่อ “ลุงสง่า” ใช่ไหม โดยใช้ตรรกะแบบละครโบราณมาต่อว่าแม่ เช่น “แม่เป็นผู้หญิงต้องรู้จักรักนวลสงวนตัว” และแสดงความเป็นห่วงแบบประหลาดๆ ว่า “ชุดขาวมันบาง ถ้าฝนตกขึ้นมาจะทำยังไง”
เมื่อถูกแม่เถียงกลับ ลูกสาวก็เริ่มใช้ “การทวงบุญคุณ” (Guilt Tripping) ว่าหนูเป็นลูกแม่มาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ทำไมจะไม่รู้ว่าแม่คิดอะไร ส่วนแม่ก็เริ่มระเบิดอารมณ์ว่าต้องการ “ความเป็นส่วนตัว” เพราะอยู่บ้านลูกก็เอาแต่เล่นเกมเสียงดัง
จุดพีกของช่วงนี้คือเรื่อง “ผมสีแดง” ของแม่ ลูกสาวด่าแม่ว่า “ใจแตก” เพราะย้อมผมสีฉูดฉาด แต่แม่สวนกลับด้วยชุดข้อมูลที่ทันสมัยมาก (Social Movement) โดยการอธิบายเรื่อง “Stereotype” (การเหมารวม) ว่าการย้อมผม การเจาะหู หรือการสัก ไม่ใช่ดัชนีชี้วัดความเป็นคนดี และแม่มีสิทธิ์ในร่างกายตัวเอง
แม่พยายามหนีออกจากบ้าน แต่ลูกสาวไม่ยอมแพ้ ตามไปดึงกระเป๋าเดินทางไว้ (ด้วยท่าทางดราม่าสุดขีด) จนกระเป๋าเดินทางของแม่เปิดออก เผยให้เห็นบางอย่าง และพบอะไรบางอย่างอยู่ ลูกสาวตะโกนว่า “ทำไมแม่ทำแบบนี้ เสียแรงที่รัก เสียแรงที่ไว้ใจ!”
คนดูจะนึกว่าแม่แอบทำเรื่องผิดศีลธรรม แต่หักมุม (Twist) ตรงที่ลูกสาวเสียใจเพราะ “แม่แอบใช้ทรีทเม้นท์ผมยี่ห้ออื่น” ที่ไม่ใช่ Dr.Pong ลูกสาวอธิบายอย่างบ้าคลั่งว่าการใช้ทรีทเม้นท์มั่วๆ จะทำให้ผมเสียและแพ้สารเคมีได้
ในขณะที่กำลังดราม่ากันอยู่ บรรยากาศก็เปลี่ยนไปเฉยๆ แล้วทั้งคู่ก็เปลี่ยนโหมดมาเป็นพรีเซนเตอร์
มีการอธิบายสรรพคุณของ Dr.Pong 003 Bis-Amino Hair Treatment เน้นย้ำเรื่องสาร “Bis-Aminopropyl” ที่ช่วยกู้ผมเสียจากการทำสี ภาพกราฟิกประกอบดูเหมือนรายการแนะนำสินค้าทางทีวีที่ตัดแทรกเข้ามาในละคร
เมื่อตกลงกันได้เรื่องผลิตภัณฑ์ดูแลผม ลูกสาวก็อนุญาตให้แม่ไปเที่ยวได้อย่างสบายใจ (ไม่ใช่ไปปฏิบัติธรรมแบบที่อ้างตอนแรก) พร้อมทิ้งท้ายว่า “เที่ยวไหนก็ถ่ายรูปมาอวดกันแล้วกัน” จบด้วยสโลแกน “อิสระเต็มที่ทุกสีผม”
โฆษณา DrPong x Salmon House : แม่จะไปไหน เป็นการนำโครงสร้างของ “ละครไทย” และ “คลิปละครคุณธรรม” มาขยี้ให้ดูเกินจริง (Absurd)
ความตลกไม่ได้อยู่ที่มุกตลก แต่อยู่ที่ “ความจริงจัง” ของนักแสดงที่เล่นบทไร้สาระให้ดูเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ประกอบกับการตัดต่อที่ใช้ Sound Effect กระชากอารมณ์ตลอดเวลา ทำให้คนดูจดจำแบรนด์ได้ในฐานะแบรนด์ที่เข้าถึงง่ายและทันสมัย

